สอบสอบสอบ และ สอบ

2008-11-14

ไม่ค่อยแน่ใจว่า ระบบการเรียนสมัยนี้เป็นอย่างไรนะครับ แต่ผมขออนุญาตแบ่งการสอบ (หรือเรียกคร่าว ๆ ว่าการประเมินผล) ออกเป็นสองแบบใหญ่ ๆ คือแบบปรนัย กับแบบอัตนัย (แบบเติมคำขอไม่นับแล้วกันนะครับ)

แบบปรนัย หรือมัลติเปิ้ล ช้อยสึ ทุก ๆ ท่านคงคุ้นเคยกันดีกับการกาตอบแบบมั่ว ๆ ซั่ว ๆ

ผมว่าข้อดีของการสอบรูปแบบนี้คือ อาจารย์จะออกได้ละเอียดมาก ๆ ยิ่งอาจารย์ที่ออกเก่ง ๆ ฅนตอบต้องแม่นจริง ๆ ไม่งั้นก็จะเกิดอาการว่า เอ…ก. หรือ ข. หว่าที่ถูก (ยิ่งออกแบบซับซ้อนประเภท ก.และ ข.ถูก หรือ ค.ถูกข้อเดียว ฯลฯ ยิ่งกระอัก)

นอกจากนั้นจะออกตรงไหนก็ได้ เป็นส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ที่อาจารย์พูดถึงกระติ๊ดเดียวก็ได้เหมือนกัน (เพราะมันมีหลายข้อ) ทำให้การเก็งข้อสอบทำได้ยากกว่าแบบอัตนัย (ที่มักจะออกได้แต่ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นยิบย่อยไม่ต้องไปสน)

ส่วนข้อเสีย (ที่ผมเห็น) ก็คงรู้สึกว่า ข้อสอบแบบนี้มันเน้นเนื้อหามากเลยครับ แต่ไม่ได้ใช้จินตนาการในการตอบเอาเสียเลย ประมาณว่า ถ้าจำได้ อ่านมาตรง ก็ตอบถูก แต่แทบไม่ได้ใช้หัวคิด หรือการประยุกต์ความรู้เท่าไหร่เลย (คือข้อสอบที่ต้องใช้ความคิดมันก็พอมีนะครับ แต่มันออกยาก แล้วก็มักไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ ) ถ้าเป็นข้อสอบในมหาวิทยาลัย ที่เป็นตัวเลือกแบบนี้ มันก็แค่แข่งกันแหละครับว่าใครจำสไลด์ได้มากกว่ากัน

สำหรับข้อสอบแบบอัตนัย อันนี้จะกว้างกว่า ส่วนใหญ่จะออกแบบประยุกต์ ไม่ได้ออกมาทื่อ ๆ ตรง ๆ หรือแม้จะออกความจำ แต่กว่าจะตอบได้ก็ต้องเรียบเรียงความคิดพอสมควร

ข้อสอบแบบนี้ อ่านจบ ก็รู้เลยครับว่า ตาย หรือ ได้ ไอ้กึ่ง ๆ ไม่ค่อยมี (มั่วไม่ได้เลย พอมั่วปุ๊บ ฅนตอบจะรู้ปั๊บว่าไม่รู้เรื่อง)

ที่สำคัญก็ต้องถ่ายทอดความคิดให้เป็นระบบได้ด้วยครับ เป็นการทดสอบความสามารถในการสื่อสารอีกทาง บางฅนอาจจะรู้เรื่องดี มีความรู้ แต่ถ้าถ่ายทอดออกมาไม่เป็น ข้อสอบแบบนี้ก็เจ๊งเอาได้ง่าย ๆ (คะแนนดีไม่ดี บางทีตัดกันตรงนี้แหละครับ) ในมหาวิทยาลัย ถ้าคณะไม่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่ก็ตอบแบบอัตนัยทั้งนั้นแหละครับ แบบปรนัยแทบไม่มีเลย

ข้อติติงก็คงมีบ้าง เช่นว่า ถึงแม้จะเป็นแบบอัตนัย แต่ถ้าเป็นข้อสอบที่ปลายปิด (ไม่ใช่ปลายเปิดแบบว่า ตอบอะไรก็ได้ แล้วอาจารย์จะดูเหตุผลเอา) ก็เป็นการปิดกั้นจินตนาการพอสมควร เป็นข้อสอบแบบที่ มีธงคำตอบอยู่แล้ว เวลาอาจารย์ตรวจ ก็จะดูแต่คีย์เวิร์ด ถ้ามีก็ให้ ถ้าไม่มีก็ไม่ให้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็วัดอะไรไม่ได้มาก ไม่ต่างอะไรกับข้อสอบแบบปรนัยเท่าไหร่

แล้วการออกในรายละเอียดยิบย่อยก็อาจจะทำไม่ได้มากเหมือนข้อสอบปรนัย

ที่สำคัญ การให้คะแนนมีปัญหามากครับ ไม่ได้มีมาตรฐานแบบเถียงไม่ได้เหมือนกับข้อสอบแบบปรนัย บางทีนักเรียนก็เถียงได้ว่าทำไมฅนนี้ได้มาก ทำไมฅนนี้ได้น้อย นอกจากนี้ ถ้านักเรียนเยอะ ๆ (ระดับหลักร้อยขึ้นไป) อาจารย์ฅนเดียวตรวจก็สาหัสเอาการ (อาจารย์คงไม่ชอบแน่ ๆ)

นอกจากข้อสอบทั้งสองแบบแล้ว ที่ผมอยากมาเล่าในวันนี้ ก็คืออการประเมินผลในวิชาสัมมนาครับ

สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย วิชาสัมมนา เป็นวิชาที่ผู้เข้าเรียนไม่ได้มีเล็คเขอร์ครับ สิ่งที่ต้องทำ(สำหรับสายวิทยาศาสตร์สำหรับผม) ก็คือการหาผลวิจัยทางวิชาการมาอ่าน แล้วก็เอามานำเสนอให้ฅนฟังในห้องเข้าใจ

เทคนิคก็ใช้ powerpoint นั่นแหละครับ เริ่มนำเสนอตั้งแต่ว่า เรื่องที่เราจะเอามาเสนอวันนี้คือเรื่องอะไร มีความสำคัญอย่างไร ปัญหาในการทำวิจัยคืออะไร กระบวนการได้มาซึ่งคำตอบคืออะไร ผลสรุปเป็นอย่างไร ฯลฯ

ซึ่งก็ไม่ได้เอาตัวผลวิจัยมาก๊อปใส่สไลด์ดื้อ ๆ นะครับ ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ปูพื้นฐานให้ฅนฟังเข้าใจได้ด้วย

ที่สำคัญ หลังนำเสนอเสร็จ ก็จะเป็นช่วงเวลาตอบคำถาม จะโดนยิงจนตาย หรือรอด ก็วัดกันตรงนี้แหละครับ (ส่วนใหญ่ตายครับ “- -)

ที่ผมชอบการประเมินผลแบบนี้ อย่างแรกเลยเพราะว่ามันเป็นการหาความรู้แบบ active ครับ ไม่ใช่ passive

อย่างข้อสอบธรรมดา เราต้องอ่านหมดใช่ไหมครับ แล้วรอนั่งเก็งว่าอาจารย์จะเอาอะไรมาออก ซึ่งบางทีเราก็ใจไม่ตรงกัน บางเรื่องที่ผมคิดว่าไม่สำคัญ อาจารย์อาจจะคิดว่าสำคัญซะงั้น

แต่ถ้าเป็นการนำเสนอแบบนี้ ทุกอย่างจะขึ้นกับเราหมดเลยครับ อะไรที่เราคิดว่าน่าสนใจ เราก็พูดมากหน่อย อะไรที่เราคิดว่าไม่น่าสนใจ เราก็ข้าม ๆ ไป ไม่ยกมาเป็นประเด็น เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวนำเสนอ ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างสนุกนะฮะ เพราะว่าเราจะเลือกส่วนที่เราชอบได้ ไม่ต้องมาฝืนทนนั่งอ่านจนหมดเหมือนกับเวลาไปทำข้อสอบปกติ

แล้วถ้าสิ่งสำคัญของวิชาความรู้คือการถ่ายทอดให้ฅนอื่นได้ อันนี้การสัมมนาก็ได้ไปเต็ม ๆ เหมือนกันครับ เพราะเราต้องมานั่งอธิบายให้ฅนฟังเข้าใจ แล้วต้องรู้ลึก รู้จริง ถ้ามีคำถามอะไรมาก็ต้องตอบได้ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวพูดประมาณ 45 นาที ต้องเตรียมตัวกันเป็นเดือน ๆ เลยครับ (โหดมาก แต่ก็ได้ความรู้มากเหมือนกัน) ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง หรือเนื้อหาตื้นเขินเกินไป หรือตอบคำถามได้ไม่ดี คะแนนก็ร่วงเอาได้ง่าย ๆ

แต่ข้อเสียอย่างมากของวิธีนี้คือมันเอามาเปรียบเทียบไม่ได้ว่าใครเก่งกว่าใคร หรือใครรู้มากกกว่าใครน่ะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ไม่สามารถประเมินความรู้เชิงเนื้อหา (จำได้มาก-น้อย) เพราะเนื้อหาที่แต่ละฅนเอามานำเสนอก็เป็นเนื้อหาฅนละเรื่อง ฅนละบทกัน (จะเปรียบเทียบกันได้ มันต้องเป็นเนื้อหาเดียวกันเหมือนเวลาทำข้อสอบ) เพราะฉะนั้นเกรดจริง ๆ ที่ได้ก็จะมีแค่ ไม่ผ่าน ผ่าน กับ ดีมาก ๆ เท่านั้น (จริง  ๆก็มีเกรดให้นะครับ แต่เวลาประเมินผลมันก็มีแค่ 3 เลเวลในทางปฏิบัติเท่านั้นเอง ไม่ค่อยต่างกันมากเท่าไหร่)

ก็มาเล่าให้ฟังหนุก ๆ นะครับ ว่าการสอบมันก็มีอะไรแบบนี้ด้วย อยากจะบอกว่าการสอบมีความสำคัญมากในระบบการเรียนนะฮะ ผมละเป็นฅนหนึ่งที่ค่อนข้างเบื่อหน่าย ที่เวลามีการติวสอบกัน แทนที่จะเอาไปเน้นเนื้อหาความรู้ แต่กับไปเน้นแทคติคในการตอบ เช่น จะตัดตัวเลือกอย่างไร ถ้าถามมาแบบนี้ ตัดข้อนี้ไปได้เลย แปลว่าไม่ใช่ (คือไม่ได้ใช้ความรู้ใด ๆ) หรือถ้าเป็นอัตนัย ต้องตอบแบบนี้ ๆ นะ เพื่อ ‘เอาใจ’ อาจารย์ แต่ไม่ได้มาจากความรู้ความเข้าใจจริง ๆ

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นข้อจำกัดของระบบการประเมินผลนะครับ ตราบใดที่เรายังไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ที่จะวัดความรู้ ‘ตรง ๆ’ ได้ ได้แต่วัดอ้อม ๆ อย่างที่เป็นอยู่

คิวบิคเอง ถ้าคิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติระบบการศึกษาในประเทศไทยละก็…

อาจจะต้องคิดเผื่อว่า เราจะมี ‘การสอบ’ แบบไหนที่มีประสิทธิภาพ สไตล์คิวบิคก็ได้นะครับ


ทฤษฎีวิวัฒนาการกับการศึกษาอเมริกัน

2008-11-09

หลายๆ คน อาจจะเคยคิดว่าระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกานั้นดี และมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (ในความเป็นวิทยาศาสตร์กระแสหลัก) สูง

หลายๆ คนปฏิเสธข้อแรก ด้วยทั้งผลการสำรวจ และสติปัญญาของชาวอเมริกันที่มักพบเห็น ส่วนข้อหลัง ถูกปฏิเสธโดยสิ่งที่เกิดขึ้นบางประการ

เชื่อว่าหลายๆ คน น่าจะพอคุ้นหูกับทฤษฎีวิวัฒนาการ พอคุ้นหูกับชื่อของชาลส์ ดาร์วิน หลักการของการวิวัฒนาการเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับกันกว้างขวาง ในขณะเดียวกัน ก็เป็นปัญหากันอย่างกว้างขวางด้วย

หลายๆ คนอาจจะไม่เชื่อว่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความเป็น secular ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ มีปัญหาในการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการในโรงเรียน ด้วยเพราะขัดกับความเชื่อทางศาสนา

เรื่องของเรื่องคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่บอกว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ มีลักษณะกำเนิดที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น ซึ่งเกิดจากการปรับตัวทางธรรมชาติ มันขัดกับหลักของศาสนาที่ว่า มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ถูก “สร้าง” (นั่นคือ มี “ผู้สร้าง”) ออกมาในแบบที่เป็นในปัจจุบัน

ดูแผนภาพจาก New York Times ประกอบ ว่าด้วยการสอนเรื่องวิวัฒนาการในแต่ละรัฐ

ประเด็นคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นทฤษฎีที่มีข้อสรุปแน่นอน จนปฏิเสธแนวคิดอื่นโดยสิ้นเชิงได้แล้วหรือยัง

คำตอบที่ดีที่สุดคือ แทบไม่มีทฤษฎีวิทยาศาสตร์ข้อไหนเป็น

ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ ส่วนหนึ่ง เกิดจากการทดลอง ทำซ้ำ และหาข้อสรุป (ในกรณีที่สามารถทดลองได้) หรือเกิดจากการสังเกตจากธรรมชาติ แล้วตั้งทฤษฎีขึ้นมาให้สอดคล้องกับหลักฐานที่ได้จากการสังเกต

ไม่ว่าจะทางไหน ก็เป็นไปอย่างที่มีผู้กล่าวไว้ว่า ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ มีไว้รอวันที่จะถูกยิงตกไปเท่านั้น (disprove)

ในความเห็นส่วนตัว ผมเชื่อว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการ มีหลักฐานและความน่าเชื่อถือพอ ที่จะได้รับการยอมรับในฐานะทฤษฎีหลักที่จะสอนในคาบเรียนวิทยาศาสตร์

สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้ในสหรัฐอเมริกาคือ สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐมาก นั่นคือ ตัวรัฐไม่สามารถให้การสนับสนุนศาสนาใดๆ ได้ (ศาสนา เป็นเรื่องของเอกชน) ดังนั้น โรงเรียนรัฐก็ไม่สามารถสอนศาสนาได้

เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ผลที่ออกมาคือ Intelligent design แปลอย่างหยาบๆ น่าจะได้เป็น (ทฤษฎี) การออกแบบอันทรงปัญญา หลักการง่ายๆ ของทฤษฎีนี้คือ สภาพทางธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตมันซับซ้อนมาก จนไม่น่าเป็นไปได้ ว่าจะเกิดจาก “ความบังเอิญ” ดังนั้น จึงต้องมี “ผู้ออกแบบ” ที่มีภูมิปัญญา (intelligence)

ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้ ปกป้องทฤษฎีนี้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศาสนา และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ปฏิเสธทฤษฎีนี้ ว่าเป็นเพียงวิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) บางคนถึงกับกล่าวว่า แทนที่ “ผู้ออกแบบ” ในทฤษฎีนี้ด้วย “พระเจ้า” ก็จะได้คัมภีร์ศาสนาดีๆ นี่เอง

สังเกตว่า ทฤษฎีนี้อยู่ในสหรัฐเป็นหลัก เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่เคร่งเรื่องความเป็นอิสระจากศาสนาอย่างที่กล่าวไป ดังนั้น ทฤษฎีนี้ จึงเข้ามาเป็นตัวแทนของฝ่ายที่ปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการ โดยไม่อิงกับศาสนา

ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมโรงเรียนจึงไม่นำเสนอทั้งสองทฤษฎีไปเลย แล้วให้นักเรียนคิดจากหลักฐานที่มีเองว่า ทฤษฎีใดที่น่าเชื่อมากกว่า

จริงๆ แล้ว นั่นคือสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านวิวัฒนาการพยายามเรียกร้อง และเคยสำเร็จในกรณีของรัฐแคนซัส

ปัญหาคือ แล้วทฤษฎีไหน ที่จะถูกบรรจุเข้าไปในหลักสูตรบ้าง ทุกทฤษฎีที่ยังไม่สามารถ disprove ได้อย่างนั้นหรือ?

Flying Spaghetti Monster และ Russell’s Teapot ได้แสดงให้เราเห็นว่า การสร้างทฤษฎีที่ไม่สามารถ disprove ได้นั้น ไม่ยากเลย

เรื่องการสอนวิวัฒนาการในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา จึงยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอยู่มาถึงปัจจุบัน สำหรับในไทย เท่าที่ย้อนจากประสบการณ์ตัวเอง ก็ไม่ได้มีการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างจริงจังในคาบเรียนชีววิทยา แต่หลายส่วนในหลักการของวิวัฒนาการก็ได้รับการสอนในโรงเรียนทั่วไป

(จากการบอกเล่าของเพื่อนที่เป็นพุทธศาสนิกชน ทฤษฎีวิวัฒนาการเองก็ขัดกับทฤษฎีของศาสนาพุทธ ซึ่งข้อนี้ผมเองไม่ได้ศึกษาคำอธิบายจักรวาลของพุทธมาเองเท่าไรนัก จึงไม่ขอยืนยันในความถูกต้อง แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ในไทยเรา มักจะตีความพุทธศาสนาให้เข้ากับหลักฐานและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในความเห็นของผม น่าจะเป็นเรื่องดีกว่าการเอาศาสนามาตีกับวิทยาศาสตร์อย่างที่เป็นในหลายๆ ที่ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับบางการเชื่อมโยงระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็ตาม)


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.