ประธานค่ายมือใหม่

2009-04-26

ได้อ่านเมล์ของโอ๊ตที่ส่งมาสำหรับ Research Group พูดถึงเรื่องประเด็นของประธานค่ายมาแล้วครับ

สำหรับใครที่ไม่ทราบข้อมูล ให้ข้อมูลเป็นพื้นฐานหน่อยว่า คิวบิกเพิ่งจัดค่ายได้สามค่าย

ค่ายแรกเป็นค่ายโฟโต้ สอนถ่ายรูป ไป-กลับ (แต่มีค้างวันสุดท้าย)
ค่ายที่สองกับสาม คือค่ายไอซีที กับอินโน พิเศษหน่อยตรงที่ว่าค่ายนี้จัดพร้อมกัน วิชาการกับพี่เลี้ยงแยกกัน แต่สต๊าฟส่วนกลางใช้ทีมเดียวกัน (สวัสดิการ อุปกรณ์ อาหาร สันทนาการ) ไอซีทีไบรท์เป็นประธานค่าย อินโนเอิร์ทเป็นประธานค่าย และมีติ๊ดตี่เป็นประธานฝ่ายอำนวยการของทั้งสองค่าย

สิ่งที่เหมือนกันสำหรับทั้งสามค่ายคือ ประธานค่ายเป็นมือใหม่หมดทั้งสามฅน (จริง ๆ กำลังจะมีบลูคิวบ์ที่โจ้ใหญ่เป็นประธานค่ายด้วย)

หลังจากที่อ่านเมล์ของโอ๊ต ซึ่งไปสัมภาษณ์ความเห็นของประธานค่ายมือใหม่ทั้งสามฅนแล้ว มีข้อคิดเห็นดังนี้ครับ

I ระบบรองรับ

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ค่อนข้างประทับใจครับ วันสุดท้ายของค่ายนึง ตอนนั้นพิธีปิดกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผมก็ถามประธานค่ายว่า ‘ใครเป็นพิธีกร’ เจ้าตัวก็ตอบว่า ‘เอ่อ ไม่ได้เตรียมไว้น่ะครับ’ (ฮา)

ฟังแล้วกึ่ง ๆ อยากจะเอาหัวโขกขอบโต๊ะ (ฮา)

แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ วันสุดท้ายเป็นอะไรที่ผู้ฅนมักจะลืมเลือน และงานพิธีการเป็นงานจิปาถะที่มีรายละเอียดหลายอย่าง ไม่แปลกใจที่ฅนที่เพิ่งขึ้นมาดูแลค่ายทั้งค่ายหมาด ๆ จะหลงไปได้

สำหรับประธานค่ายที่เพิ่งขึ้นมานำเป็นครั้งแรก ควรจะมีระบบรองรับสองระบบครับ

ระบบแรก ระบบที่ปรึกษา
สมัยผมทำงานของคณะ จะมีค่ายที่จัดโดยน้อง ๆ ปีหนึ่งครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นมือใหม่ทั้งนั้น สิ่งที่ทำก็คือว่า ทุก ๆ สัปดาห์ (หรือสองสัปดาห์) จะมีเรียกประชุมโดยประธานค่ายจะลากเพื่อน ๆ ทีมงานมานั่งอยู่ในห้อง ซึ่งในห้องนั้นก็จะมีพี่ ๆ ตั้งแต่ปีสองปีสามปีสี่ ฯลฯ แล้วก็พรีเซนท์ว่า งานที่ทำไปแล้วมีอะไรบ้าง และงานที่กำลังจะทำคืออะไร

หลังจากนั้นรุ่นพี่ ๆ ก็จะคอยถามคำถาม ชี้จุดบกพร่อง หรือว่าแนะแนวทางว่าสมัยพี่ ๆ ปฏิบัติตัวอย่างไร

วิธีนี้มีประโยชน์ครับ เพราะประธานค่ายต้องมองในภาพรวม วิธีนี้จะช่วยให้รุ่นพี่คอยอุดรูรั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจะหลงลืมได้ รวมไปถึงอาจจะบอกกล่าวปัญหาที่อาจะเกิดขึ้นได้ให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้าด้วย

เท่าที่ผมทราบ เราก็มีการใช้วิธีนี้นะครับ (คือให้ประธานค่ายแต่ละค่ายมาพรีเซนท์ให้รุ่นพี่ฟัง พอดีตอนนั้นผมไม่ได้เข้าร่วมฟังด้วย) แต่คิดว่าอาจจะยังไม่ถี่พอ หรืออาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดพอในช่วงเตรียมงานก็เป็นได้
อีกวิธีก็คือมีรุ่นพี่อยู่ในค่ายด้วยครับ พอมีปัญหาอะไรก็ปรึกษารุ่นพี่ได้ ซึ่งสองค่ายนี้ก็มีพี่ณัชอยู่ด้วย เข้าใจว่าเวลามีปํญหาอะไร เรื่องก็จะวิ่งเข้าหาพี่ณัชโดยอัติโนมัติ พี่ณัชก็เคยมาเปรย ๆ ว่า ‘ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับว่า ผมเป็นประธานค่ายเอง กับเป็นที่ปรึกษา อันไหนจะเหนื่อยกว่ากัน (ฮา)’

ระบบที่สอง ระบบทีมงานครับ
ถ้าทีมงานเป็นมืออาชีพ ก็จะช่วยได้มาก งานในฝ่ายนั้นก็ปล่อยให้ทีมงานนั้นรับผิดชอบได้เลย ประธานค่ายก็จะได้มีเวลาไปดูแลงานในส่วนอื่น ๆ
เท่าที่ผมทราบ งานนี้ส่วนของอาหารสถานที่มีป่านดูแลอยู่ (มือหนึ่งอยู่แล้วไม่ต้องห่วง) นันทนาการมีทีมของแพรวสวย ซึ่งก็ทำมาหลายค่ายแล้ว ดูแลนักเรียนเป็นทรายกับพราว นี่ก็เชี่ยวชาญ ทีม inspectors เท่าที่ทราบก็ผ่านงานมาหมดแล้วทั้งนั้น สันทนาการไม่ต้องพูดถึง เหลือแค่พี่เลี้ยงเท่านั้นเองที่เป็นมือใหม่เกือบหมด

เพราะงั้นจริง ๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากความอ่อนด้อยของประสบการณ์เป็นหลักนะครับ แล้วเท่าที่อ่านจากสรุปมา ส่วนใหญ่บ่นตรงกันว่าปัญหาที่เจอคือพี่เลี้ยงมือใหม่ ยังไม่ค่อยรู้งานเท่าไหร่ (ซึ่งก็เข้าใจได้) ปัญหาที่เหลือก็แค่เกิดจาก
1.เตรียมงานไม่พร้อม
2.ปัญหาจากการที่ต้องประสานงานระหว่างสองค่าย และ
3.เหตุสุดวิสัย เช่น ฝนตก ไฟดับ ฯลฯ

II การตัดสินใจ

จากที่อ่านในสรุปมา สิ่งที่พูดถึงมากคือความสามารถในการตัดสินใจครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า การเป็นประธานค่าย ในระหว่างค่ายต้องมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องมากจริง ๆ โดยเฉพาะเวลามีปัญหาอะไรฝ่ายต่าง ๆ ก็จะวิ่งเข้าหาให้ประธานค่ายช่วยตัดสินใจให้

ถ้าน้อง ๆ มือใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน (เช่นเดย์ซีโร่ มีการถามกันว่าวันแรกต้องใส่เสื้ออะไรตั้งแต่ตอนบ่าย ๆ …กว่าจะได้ข้อสรุปก็ล่วงเข้าไปเกือบสี่ทุ่มตอนกลางคืน เป็นต้น)

เคยคุยกับกรเรื่องนี้เหมือนกัน กรก็ถามว่า ทำไมต้องให้ประธานตัดสินใจละครับ? ทำไมหัวหน้าของแต่ละฝ่ายไม่ตัดสินใจเอง?

คำตอบก็คือว่า ถ้าเป็นเรื่องที่รับผิดชอบในฝ่ายนั้น ๆ ก็ตัดสินใจเองได้เลยครับ (เช่นฝ่ายอาหารจะจัดโต๊ะกินข้าวยังไงก็จัดได้เลย หรือ ฝ่ายทะเบียนจะออกแบบป้ายชื่อยังไงก็ทำได้เลยไม่ต้องขอความเห็น) แต่ถ้าเป็นงานที่กระทบกับฝ่ายอื่น ๆ อันนี้ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจ เช่น กิจกรรมจะเลท ทำให้กินเวลาของกิจกรรมต่อไป ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจว่า จะตัดกิจกรรมให้จบตรงเวลา หรือปล่อยให้เลทไปแล้วไปตัดเวลาของกิจกรรมต่อไป ฯลฯ (หรือบางทีอาจจะไม่ต้องถึงกับให้ประธานตัดสินใจหรอกครับ แต่อย่างน้อยแจ้งให้ทราบก็ดี เช่นถ้าผู้ปกครองติดต่อนักเรียน แล้วจะขอนักเรียนกลับก่อน อย่างนี้เป็นต้น)

เท่าที่ผมสัมผัสมาจากการอยู่ในค่าย ก็พบว่าประธานค่ายก็ตัดสินใจในส่วนต่าง ๆ ได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะครับ (แม้กระทั่งติ๊ดตี่ที่บอกว่ายังตัดสินใจไม่ค่อยเก่งก็ตาม แต่ตอนที่คุยเรื่องจัดกระเป๋าน้องก็ตัดสินใจได้รวดเร็วเลยล่ะ)

วิธีหนึ่งที่อยากจะลองแนะนำสำหรับทีมงานก็คือว่า ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แล้วเอาไปถามประธานค่ายเลยว่า มีปัญหาแบบนี้ ๆ ‘เอาไงดีครับ?’ ประธานอาจจะจิตแตกได้ (ฮา)
แต่ถ้าบอกปัญหา แล้วก็เสนอวิธีแก้ไขไปด้วย หรืออาจจะมีตัวเลือก 2-3 ตัวเลือกให้ประธานค่ายตัดสินใจ อันนี้จะช่วยให้ประธานค่ายตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นนะครับ (แถมเป็นการให้เกียรติประธานค่ายไปในตัว ดีกว่าเราด่วนตัดสินใจไปเลย)

III ประธานเป็นแต่ประธาน

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าประธานค่ายควรจะมีตำแหน่งประธานอย่างเดียวน่ะครับ เพราะเป็นประธานอย่างเดียวปัญหาก็วิ่งเข้าหาไม่รู้จบแล้ว แต่ถ้าควบฝ่ายอื่นด้วย งานจะหนักเป็นสองเท่า เช่น อย่างค่ายอินโนเอง เอิร์ธเป็นทั้งประธานค่าย และเป็นฝ่ายวิชาการด้วย (นี่ถ้าฅนไม่พอคงเป็นพี่เลี้ยงอีกตำแหน่ง ฮา) ซึ่งผมคิดว่า การที่ต้องดูแลฝ่ายวิชาการ จะทำให้ไม่มีสมาธิมากพอที่จะดูแลครอบคลุมฝ่ายอื่น ๆ หรือไม่มีเวลาคอยประสานงานหรืออุดรอยรั่วต่าง ๆ จากการทำงาน (แต่โชคดีที่ค่ายนี้ ฝ่ายอำนวยการเป็นกองกลาง ทำให้เอิร์ธไม่ต้องโหลดงานหนักเกินไป ดูแลเฉพาะส่วนวิชาการอย่างเดียวก็พอไปไหว…ซึ่งจะว่าไปก็เป็นข้อดีของการจัดสองค่ายพร้อมกัน)

IV สะสมประสบการณ์

สิ่งหนึ่งที่น้อง ๆ พูดตรงกันก็คือ อยากลองทำหลาย ๆ ฝ่ายดูก่อน พอมีประสบการณ์มากพอแล้วถึงค่อยมาเป็นประธานค่าย ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยว่า การอยู่ฝ่ายต่าง ๆ ทำให้มองเห็นภาพรวมได้ดี แต่ขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจำเป็นครับ มีตัวอย่างหลายฅนที่เป็นประธานค่ายทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เท่าไหร่ (อย่างที่ณัชเองทำค่ายแรกก็กระโดดมาเป็นประธานค่ายเลย) หรืออย่างค่ายฟันแคมพ์ กับติงกิ้งของทุกปี ประธานค่ายก็ผ่านงานมาแค่หนึ่ง หรือสองอย่างเท่านั้น

ถ้าอยากได้ประสบการณ์ล่ะก็ เป็นประธานค่ายหลาย ๆ ค่ายจะได้ประสบการณ์มากกว่าครับ เราอยู่ในภาวะขาดแคลนฅนที่จะมาเป็นประธานค่ายฮะ เพราะงั้นถ้ารอให้มีประสบการณ์มาก ๆ ก่อน เสียเวลาเปล่า ๆ (แล้วประธานค่ายก็จะซ้ำซากเป็นกันไม่กี่ฅน) ตอนนี้ถ้าแค่มีใจสู้พอ ก็พร้อมที่จะเป็นประธานค่ายได้แล้วครับ (ผมชอบมากตอนที่พี่ณัชบอกว่า ให้กอล์ฟเป็นประธานค่ายเพราะว่ากอล์ฟมีความ ‘อยาก’ ที่จะจัดค่ายนี้…ตรงจุดมาก ๆ ครับ)

V การดึงฅน

ประโยชน์อย่างหนึ่งที่ผมเห็น จากการที่ประธานค่ายเป็นฅนใหม่ ๆ และการที่จัดสองค่ายพร้อมกัน (และจงใจพูดถึงเรื่องนี้เป็นหัวข้อสุดท้าย) ก็คือการดึงฅนใหม่ ๆ มาทำงานครับ

เวลาใครเป็นประธานค่าย ก็มักจะดึงพรรคพวกที่รู้จักมาทำค่าย เห็นได้ชัดว่า ค่ายไอซีทีก็จะมีเพื่อน ๆ ของไบรท์กับติ๊ดตี่ (รวมไปถึงเพื่อนของไอซ์) มาช่วยเยอะมาก ในขณะที่อินโนเอง พี่เลื้องและทีมงานหลายฅนมาจากพหุภาษา นี่ยังไม่นับค่ายก่อน ๆ ที่อู๋เป็นประธานค่าย พี่เลี้ยงก็จะมาจากวิศวะเกษตรทั้งก๊ก นอกจากนี้ ยิ่งการที่จัดค่ายพร้อมกันสองค่ายทำให้ฅนขาดมากขึ้น และต้องดึงฅนนอกมาช่วยงานมากขึ้นจนทำให้ค่ายนี้มีสมาชิกใหม่เข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์

นี่ถ้าพี่ณัชยังเป็นประธานค่ายอยู่ ไม่ได้ฅนใหม่มากขนาดนี้หรอกครับ มันก็จะมีแต่หน้าเดิม ๆ

ข้อดีก็คือว่า เราจะขยายฐานของทีมงานครับ และทีมงานต่าง ๆ พอทำงานร่วมกันมันก็จะผูกพันกัน และดึงมาทำงานต่อ ๆ ไปได้ง่าย เครือข่ายของคิวบิกก็จะขยายตัวขึ้นด้วย (เห็นได้ชัดว่า ส่วนของสมองแก้วเอง มีปอมจากกรุงเทพคริสเตียน และ เต้จากพหุภาษามาช่วยด้วย)

ประธานค่ายหน้าใหม่ก็มีประโยชน์อย่างนี้แหละครับ

ทั้งหมดก็เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับประธานค่ายนะครับ ตำแหน่งนี้มีประโยชน์มาก ได้เรียนรู้อะไรมาก แล้วไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ ถ้ามีโอกาส อยากให้น้อง ๆ หลายฅนได้รับประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ครับ


สันทนาก๊าน…สันทนาการ

2009-04-17

วันก่อนกลับจากค่าย ก็ได้มีโอกาสนั่งคุยกับเฟิร์น (ประธานค่าย Thinking#4) มีอยู่ประโยคหนึ่งที่สะดุดความรู้สึกผมก็คือ

“ฝ่ายสันทนาการนี่ สบายจังเลยนะคะ”

เท่าที่ลองประมวลจากการพูดคุยกัน รวมไปถึงมุมมองอื่น ๆ ที่ผมเคยคุยกับฝ่ายอื่น ๆ ก็พอจะสรุปได้สองสามข้อว่า การเป็นฝ่ายสันทนาการมันก็มีอะไรที่ง่าย + ได้เปรียบฝ่ายอื่น ๆ จริง ๆ นั่นแหละ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกันฝ่ายต่อฝ่ายแล้ว เช่น

1.ฝ่ายสันทนาการไม่ต้องเตรียมการอะไร มาถึงก็นำกิจกรรมเลย ไม่มีอุปกรณ์ต้องวางแผน ไม่เหมือนฝ่ายกิจกรรมที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ต้องหาอุปกรณ์ ต้องทดสอบกิจกรรม ฯลฯ พูดง่าย ๆ ก็คือยุ่งยากน้อยกว่ามาก

2.ฝ่ายสันทนาการไม่ต้องอยู่ค่ายตลอดเวลา ไม่เหมือนพี่เลี้ยงที่ต้องอยู่ตลอด (หรือจะแวบออกไปก็น้อยมาก) ในขณะที่ฝ่ายสันทนาการ พอหมดหน้าที่ของเราแล้ว ข่วงกิจกรรมยาว ๆ ก็หายไปได้เลยสามสี่ชั่วโมง จะกลับมาใหม่ก็ตอนยามเช้ายามเย็น หรือตอนรอยต่อของกิจกรรม หรือจริง ๆ แล้ว ถ้าแค่ถ่วงเวลา ถึงฝ่ายสันทนาการไม่อยู่ ก็ทำอย่างอื่นได้ เช่น เปิดหนังให้น้องดู (สรุปว่าฝ่ายสันฯไม่จำเป็นสินะ “ – -)

3.ฝ่ายสันทนาการเป็นฝ่ายโคตะระเบื้องหน้า หมายถึงว่าได้ลงไปสัมผัสกับน้อง ๆ มาก ออกไปนำสันทนาการแป๊บเดียว น้อง ๆ จำพี่ ๆ ได้หมดแล้ว ไม่เหมือนฝ่ายเบื้องหลังอื่น ๆ เช่นอุปกรณ์ สวัสดิการ อาหาร ที่ทำงานหนักเกือบตาย แต่น้อง ๆ ก็ไม่รู้จักเลย

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าวัดกันแล้ว ฝ่ายสันทนาการน่าจะเป็นฝ่ายที่มีฅนอยากทำมากที่สุดนะครับ

แต่ในสภาพความเป็นจริง กลับตรงกันข้าม

ฝ่ายสันทนาการกลับเป็นฝ่ายที่หาฅนทำยากมากเลยฮะ ถ้าเป็นฟันแคมพ์เองก็มักจะต้องใช้รุ่นพี่ หรือไม่งั้นก็เอ้าท์ซอร์สมาจากฅนที่ไม่เคยได้เป็นพี่เลี้ยงมาก่อน ส่วนฅนที่เคยทำฝ่ายนี้ก็มีช่วงระยะเวลาที่สั้น เช่น ทำค่ายสองค่าย จากนั้นก็เปลี่ยนไปทำฝ่ายอื่น ไอ้ที่ทำเป็นปี ๆ นี่แทบไม่มีเลย

ผมลองทบทวนความจำดูแล้ว ฝ่ายสันทนาการก็เริ่มตั้งแต่สมัยอาตี้พีต้า หลังจากนั้นมาก็ข้ามมาเป็นตี๋น้อยกับปรินเลย พอหลุดจากรุ่นนั้นก็เป็น กร แล้วปีล่าสุดก็เป็นจีจี้ เรียกได้ว่ามีฝ่ายสันฯ ปีเว้นปี อันนี้ของฟันแคมพ์นะครับ ถ้าเป็นของไอซีที ก็มีสมัยโอ๊ต ปาล์ม-เดียว ภพณ์-อู๋ บี-กิ๊ฟ แล้วก็น้อง ๆ ของวิศวะเกษตร

ผมลองมานั่งเรียบเรียงดูแล้ว ก็เลยพยายามที่จะอธิบายสาเหตุที่สันทนาการไม่มีฅนทำ…หรือว่าทำแล้วยืนระยะได้ไม่นาน ก็พอได้เป็นประเด็น ๆ ดังนี้ครับ

เรื่องแรก เป็นฅนนำสันทนาการมันค่อนข้างสุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของตัวเองน่ะครับ ฝ่ายสันฯจะต้องออกแนวขำ ๆ ตลกโปกฮา เพราะฉะนั้นใครมานำสันฯ ก็บอกได้เลยว่าหมดสิทธิ์วางตัวเท่ หรือว่าดูดี ผมยังจำได้เลยว่า สมัยที่ตี๋น้อยเรียนจบไปแล้ว แล้วกลับมางานของน้อง ๆ พร้อมแต่งตัว ‘อย่างหล่อ’ พอผมให้ช่วยนำสันฯ ก็อิดเอื้อน บอกว่า พี่ก้อน มันเลยวัยแล้วอ่ะ หรือพอให้ออกมาเต้นเป็นตัวอย่างข้างหน้า ก็เต้นแบบงั้น ๆ ไม่ทุ่มสุดตัวเหมือนสมัยตัวเองนำสันทนาการ

เพราะฉะนั้น ฅนที่อยากวางตัวให้ดูดี คงไม่อยากเป็นฅนนำสันฯแน่ฮะ

เรื่องที่สอง ต่อเนื่องกับเรื่องแรกครับ เมื่อฅนติดภาพว่า จะนำสันทนาการได้ ต้องขำต้องฮา ฅนก็เลยคิดว่า ถ้าตัวเองไม่ฮา หรือไม่ใช่ฅนที่สนุกสนานตลอดเวลา ปล่อยมุกเป็นว่าเล่น ก็จะนำสันทนาการไม่ได้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นความคิดที่ถูกเพียงครึ่งเดียว

จริง ๆ แล้วการนำสันทนาการมันทำโดยผ่านทางเกมและเพลงเป็นหลักครับ เรื่องปล่อยมุกหรือทำให้ฅนอื่นหัวเราะมันเป็นแค่ของแถม มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไร อย่างผมเองสมัยนำสันทนาการแรก ๆ มาถึงก็สอนเกมกับเพลงเลยครับ ไม่มีเล่นมุก(แป้ก ๆ) เลย พวกปล่อยมุก หรือทำบรรยากาศให้ครื้นเครง มันมาหัดที่หลังทั้งนั้น (จริง ๆนะ) แล้วในทางกลับกัน ไอ้พวกปล่อยมุกนี่แหละตัวดี เวลานำสันทนาการ ถึงเวลาอธิบายเกมก็ต้องอธิบายเป็นเรื่องเป็นราวครับ ต้องพูดต่อเนื่องนาน ๆ โดยไม่เถลไถลออกไปเรื่องอื่น ไม่งั้นน้อง ๆ จะไม่เข้าใจเกม เพราะฉะนั้น เวลาผมนำสันฯคู่กับฅนที่ปล่อยมุกอยู่ตลอดเวลาจะน่ารำคาญมาก เพราะอธิบายไปสองคำก็โดนตัดด้วยมุก ถ้าถามผมว่า จริง ๆ แล้วฅนที่ตลกเฮฮา ชอบเล่นมุข กับฅนที่ไม่ค่อยตลกเท่าไหร่ แบบไหนสอนการนำสันฯ ง่ายกว่ากัน ผมบอกได้เลยว่าแบบหลังครับ

เพราะงั้น การที่ฅนคิดว่า ตัวเองไม่ใช่ฅนตลก ก็เลยนำสันฯไม่ได้ (ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเท่าไหร่) ก็เลยจำกัดฅนที่จะมานำสันฯ ไปโดยปริยาย

เรื่องที่สาม สันทนาการเป็นกิจกรรมที่มีความยืดหยุ่นสูง
ผมจำได้เลยครับ ว่าพี่ณัชเคยถามผมว่า ‘พี่ก้อนเป็นฅนนำสันฯแบบเตรียม (แปลว่าต้องเตรียมกิจกรรมโดยละเอียดก่อนนำสันฯ) หรือว่าเป็นแบบสด (แปลว่าไม่ต้องเตรียมอะไร ไปถึงก็นำสันฯแบบสด ๆ เลย) ครับ?’

คำถามนี้เป็นคำถามที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีเลยครับ ว่าฅนภายนอกมองทีมสันทนาการอย่างไร

ฅนภายนอกมักจะมองว่าสันทนาการเป็นพวกเตรียมอะไรสด ๆ เวลาประชุมของกิจกรรม ก็มักจะตอบไม่ค่อยได้ว่า สันทนาการจะเล่นเกมอะไร แล้วก็เห็นเปลี่ยนกลับไปกลับมาบ่อย ๆ ราวกับไม่ได้เตรียม

แต่ผมขอยืนยันตรงนี้เลยว่า ฝ่ายสันทนาการต้อง ‘เตรียม’ ทุกครั้งก่อนนำสันฯครับ ใครที่คิดว่าเป็นฝ่ายสันฯแล้วจะออกไป ‘แหลสด’ ผมเห็นว่าตายทุกราย

การเตรียมตัวนี่ก็ต้องเตรียมละเอียดมาก ต้องเตรียมทั้งเกม เพลง เพลงทำโทษ ถ้าเป็นมือใหม่ ก็ต้องถึงขั้นลองกิจกรรม ซ้อมอธิบายก่อน ไม่ต่างจากการนำกิจกรรมอื่น ๆ เลย (เผลอ ๆ จะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะฝ่ายสันฯต้องมีเกม -สำรอง- ไว้ตลอด แต่ฝ่ายกิจกรรมไม่ต้อง เตรียมมาอย่างไรก็เล่นอย่างนั้น)

แต่ปัญหาก็คือว่า การนำสันทนาการไม่มีกรอบเวลาเป๊ะ ๆ เหมือนกิจกรรมอื่นครับ บางทีเตรียมเกมมาสำหรับหนึ่งชั่วโมง พิธีเปิดแม่งเลท เหลือสิบห้านาที ก็ต้องปรับกันเดี๋ยวนั้น หรือว่าเตรียมเกมมาที่ต้องใช้เครื่องเสียงดี ๆ แต่ปรากฎว่าไมค์เจ๊ง ก็ต้องปรับเกมในทันทีทันควัน บางครั้งกิจกรรมใช้พื้นที่กว้าง แต่พอจัดน้องนั่งเป็นวงแล้วพบว่าฅนเยอะเกินไป ก็ต้องเปลี่ยนเกม เพราะขืนดันทุรังใช้เกมที่เตรียมมาก็จะแป้กเสียเปล่า ๆ

ที่ชัด ๆ ก็คือเวลานำสันฯแบบถ่วงเวลา อันนี้มันจะสดมาก บางทีก็โดนถีบไปนำน้อง ๆ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน (กรเคยเล่าว่า ตอนค่ายอินโน ไฟดับ ต้องออกไปนำสันอยู่ร่วม 3 ชั่วโมง เป็นอะไรที่ถ้าไม่ได้อยู่ฝ่ายสันฯคงไม่มีวันได้เจอ)

เพราะงั้นฅนคิดว่าฝ่ายสันทนาการมักไม่ต้องเตรียมตัว สดเสมอ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากครับ พอฅนคิดว่าฝ่ายสันทนาการชอบสด ฅนที่มานำสันฯก็มักจะสดตาม ไม่ค่อยเตรียมตัว ก็เลยตายกันเป็นแถว ๆ (จะอธิบายในหัวข้อต่อไป)

ส่วนที่เห็นว่าผมไม่ค่อยเตรียมอะไร ก็เพราะว่ามันคุ้นเคยแล้วละครับ ไม่ต้องมานั่งซ้อมร้องเพลง หรือฝึกอธิบายอีกแถมแ เวลาคุยกับกร ก็เลยคุยแค่ว่า จะเล่นเกมนี้นะ ต่อด้วยเกมนี้ ใช้เกมทำโทษเป็นอะไร แล้วมีเกมสำรองเป็นอะไร จบ แต่ถ้านำสันฯใหม่ ๆ ยืนยันครับ ว่าต้องเตรียมอย่างละเอียดมาก (ถึงขั้นต้องซ้อมเลยว่าจะพูดว่าอย่างไร หรือจะรับส่งมุกอย่างไรเลยทีเดียว)

เรื่องที่สี่ สันทนาการเป็นเรื่องของทักษะเป็นหลักครับ ไม่ใช่แค่รู้จักเกม รู้จักเพลง แต่การอธิบายเกม อธิบายเพลงก็ต้องมีขั้นตอนที่จะทำให้ฅนเข้าใจ นอกจากนี้ถ้ามีเลเวลสูง ๆ ก็ต้องมีเซ็ตของเกมกับเพลงอยู่ในหัวมากพอ ที่จะเอามาสลับปรับเปลี่ยนได้ให้เหมาะสมตามสถานการณ์

สิ่งที่ผมลำบากใจค่อนข้างมากก็คือ เวลามีใครสักฅน (ส่วนใหญ่เป็นพี่ณัช) โทรมาบอกผมให้ไปสอนสันทนาการให้กับฅนนำสันฯ มีเวลาหนึ่งวัน สิ่งที่ฅนคิดก็คือ แค่ไปบอกว่ามีเกมอะไร เพลงอะไร ถ้ารู้จักก็นำสันฯได้แล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ แค่เรื่องอธิบายเกมอย่างไรให้ฅนไม่งง ให้เข้าใจได้ง่าย ก็เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนแล้ว แล้วสันทนาการ การฝึกที่ดีที่สุดคือการออกมานำสันทนาการจริง ๆ ครับ ถึงจะได้ประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะฉะนั้น การที่ให้ผมไปเจอหน้าฅนนำสันฯแค่ 2-3 ฅนที่ไม่มีประสบการณ์การนำสันฯเลย เพื่อสอนสันฯ ในเวลาแค่หนึ่งวัน จึงเป็นเรื่องที่เกือบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ถ้าจะให้ฝึกจริง ๆ อย่างน้อยควรมีสต๊าฟมาร่วมเป็นฅนทดลองเกมสัก 10-20 ฅนน่ะครับ

เรื่องนี้มันก็เลยลากมาจากข้อที่ก่อน ๆ ด้วยความที่ฅนนำสันทนาการมักเป็นพวกเฮฮา สมาธิสั้น ประกอบกับคิดว่าฅนนำสันฯมักจะแหลสดเป็นหลัก ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก เวลาผมไปเตรียมตัวสอนสันทนาการให้ใคร ก็มักเกิดปัญหาว่า ฅนนำสันไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย ไม่วางแผนเลยว่า สันทนาการครึ่งชั่วโมงนั้นจะเล่นเกมอะไรบ้าง เล่นเพลงอะไรบ้าง ไม่ฝึกซ้อมก่อน ไม่เตรียมตัวอะไรทั้งนั้น บลา ๆ ๆ พอถึงเวลานำจริงมันก็แป้กสิครับ
แล้วพอแป้ก มันก็เลยนำไปสู่ข้อต่อไป

เรื่องที่ห้า ฝ่ายอื่น ๆ เวลาทำงาน มักจะมีการประเมินผลกันเองบ้าง ผ่านพี่เลี้ยงบ้าง แต่สำหรับฝ่ายสันทนาการแล้ว แทบไม่ต้องรอการคอมเมนท์จากฝ่ายอื่น ๆ เลยครับ เพราะเราจะมองเห็น ‘ปฏิกิริยา’ จากผู้เข้าร่วมโดยตรง

อย่างฝ่ายกิจกรรม ถ้าน้องเบื่อ น้องเซ็ง (เป็นบางฅน) อย่างน้อยก็จะมีฅนอื่น ๆ ที่ทำกิจกรรมอย่างสนุกสนาน แล้วถ้าเป็นกิจกรรมที่เดินไปเดินมา อันนี้ก็ประเมินยาก แต่สันทนาการ ถ้าน้องเบื่อน้องเซ็ง มันเห็นกันจะจะตาครับ ถ้านำห่วยมาก ๆ ผู้เข้าร่วมโห่ไล่ก็ยังมี

การที่ผู้เข้าร่วมมีปฏิกิริยาในทางลบส่งออกมาชัด ๆ มันค่อนข้างบั่นทอนความรู้สึกของฅนนำสันฯมากครับ แล้วเรื่องนำสันฯแป้กนี่เป็นเรื่องปกติ ขนาดนำสันฯมาหลายปียังแป้กเป็นประจำ ยิ่งเป็นฅนที่นำสันทนาการครั้งแรก + ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ฝึกซ้อมอะไรมาเลย พอนำสันฯแล้วได้รับผลกระทบเชิงลบ ก็เล่นเอาใจเสียได้ง่าย ๆ พอออกไปนำสันฯแล้วน้อง ๆ ไม่ชื่นชอบ ก็อย่าหวังเลยครับว่าค่ายหน้า หรือค่ายต่อ ๆ ไปจะนำสันฯอีก ไปทำฝ่ายอื่นดีกว่า

แล้วผมบอกได้เลยครับ ว่าฅนนำสันฯทุกฅนผ่านการแป้กมาแล้ว ผมเองยังเคยออกมาแย่ถึงขั้นร้องไห้มาแล้ว เพราะฉะนั้น ฅนนำสันฯ ถ้าไม่ชอบด้านนี้จริง ๆ (หรือถูกเพื่อน ๆ ยัดเยียดให้ทำ) ผมเชื่อว่าไม่ทำต่อแน่ครับ เห็นมาเยอะจนเบื่อแล้ว ฅนที่นำสันฯได้แค่ค่ายเดียว จากนั้นก็ไม่ทำอีกเลย

จะอยู่ฝ่ายสันฯนาน ๆ ได้ ต้องผ่านการนำสันฯแป้กมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 ค่ายครับ ถึงจะอยู่ตัว

เรื่องที่หก เรื่องหนึ่งที่คิวบิคแตกต่างจากชมรมอื่น (หรืออย่างน้อยก็ชมรมที่ผมเคยอยู่มา) ก็คือฝ่ายสันทนาการค่อนข้างเป็นลูกเมียน้อยครับ อย่างของที่อื่น ฝ่ายสันทนาการจะค่อนข้างใหญ่ เสียงดัง เอะอะ ๆ อะไรก็สันทนาการไว้ก่อน ขนาดเลยเวลานอนมาแล้ว ฝ่ายสันฯอยากจะนำสันทนาการต่ออีกครึ่งชั่วโมง ก็ยังทำได้ ไม่มีปัญหา

แต่ของคิวบิคนี่ฝ่ายสันต้องทำใจครับ ช่วงเวลาละลายพฤติกรรม (ซึ่งมักอยู่ในวันแรก หลังพิธิเปิด) โดนกินเวลาเป็นประจำ เวลาน้องมาบอกว่า ละลายพฤติกรรมได้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ผมก็มักบอกเสมอแหละว่า ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวก็เลท เหลือเวลาจริง ๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง (แล้วก็มักจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ) ยามเช้ายามเย็นก็โดนเบียดเวลาประจำ เลิกเลทบ้าง เหลือเวลานิดเดียวบ้าง ตัดทิ้งไปเลยบ้าง ก็ต้องปรับเกมกันไปเป็นวัน ๆ ไป

ที่สำคัญก็คือ ฝ่ายสันฯต้องคอยรับผิดชอบช่วงเวลาระหว่างกิจกรรมด้วยครับ ถ้ากิจกรรมต่อไปไม่พร้อม ก็ต้องมาถ่วงเวลาไว้ จะอ้างว่าไม่ได้เตรียมไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ (แต่ที่อื่น ถ้าฝ่ายสันฯไม่อยากนำสันฯก็ไม่ต้องนำนะครับ ปล่อยน้องฟรีไปเลย พอพร้อมเมื่อไหร่ค่อยเรียกรวม) ที่ห่วยแตกกว่านั้นก็คือ เวลาถ่วงเวลาให้ ก็มักจะโดนฝ่ายอื่นด่าอยู่เรื่อยว่า เลทแล้วนะ ทำไมไม่ปล่อยน้องสักที ผมจำได้ว่า ค่ายปีนี้โดนพี่ณัชโวยมาไม่ต่ำกว่าสองหน ว่ากิจกรรมเลทมากแล้ว ฝ่ายสันฯจะเล่นเกมอยู่ทำไม? ซึ่งผมก็ต้องตอบกลับไปว่า ‘ฝ่ายกิจกรรมบอกว่ายังไม่พร้อมครับ ให้ถ่วงเวลาไว้’

ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหามาหลายค่ายแล้วครับ ฝ่ายสันฯมักถูกเรียกให้ไปถ่วงเวลา ซึ่งก็ไม่มีใครบอกว่าต้องถ่วงเวลานานเท่าไหร่ พอฝ่ายกิจกรรมเตรียมเสร็จก็ไม่มีใครมาบอกว่าพร้อมแล้วนะ ปล่อยได้แล้ว แล้วก็มาว่าว่าทำให้กิจกรรมเลท (บ๊ะ) อีกอย่าง ฅนชอบคิดว่า ถ้าบอกให้ฝ่ายสันฯเลิก ก็ต้องเลิกได้ทันที แต่อยากจะบอกว่า กิจกรรมบางอย่าง เกมบางเกม พอเล่นแล้วต้องเล่นให้จบน่ะครับ ไม่งั้นอารมณ์ค้าง แล้วไม่เป็นผลดีกับฝ่ายสันฯเลย อย่างเช่นสอนเพลงไปได้ครึ่งเพลง อย่างน้อย ๆ ก็ควรสอนต่อให้จบ เรื่องแบบนี้ฅนที่ไม่ได้นำสันฯมาก่อนมักไม่เข้าใจ

บางทีมันก็ค่อนข้างโหดครับ กรเคยเล่าว่า ค่ายโฟโต้ ฝ่ายกิจกรรมบอกว่าให้ถ่วงเวลาสิบนาที พอครบสิบนาทีก็มาบอกว่า ขอต่ออีกสิบนาที โดนต่ออย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบชั่วโมงครึ่ง อย่างงี้ฝ่ายสันฯก็แย่เหมือนกันครับ เพราะถ้ารู้ว่ามีเวลาสิบนาทีก็ต้องใช้เกมที่เล่นเสร็จในสิบนาที แต่ถ้ารู้ว่ามีเวลาเป็นชั่วโมงๆ ก็จะได้ใช้เกมอื่นที่ใช้เวลาเล่นนานกว่า

ในหลายๆ หนฝ่ายสันฯก็เลยโดนด่าฟรี

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องเล็ก ๆ ครับ แต่ผมคิดว่ามีผลพอสมควร ก็คือว่าฝ่ายสันทนาการมักอนุญาตให้มีแค่สองฅนครับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าน้อง ๆ ที่อยู่ในวัยเรียนมักเป็นโรคติดเพื่อนน่ะครับ ถ้าจะต้องมานำสันทนาการแล้วมีพวกแค่สองฅน (บางค่ายหาฅนนำสันฯไม่ได้ เหลือแค่ฅนเดียวก็มี) บางทีก็อยากไปอยู่ฝ่ายอื่นมากกว่า เช่นฝ่ายกิจกรรม แต่เอาละ อาจจะเถียงได้ว่า ฝ่ายอื่นก็ฅนน้อยเหมือนกัน เช่นสวัสดิการ อุปกรณ์ ซึ่งบางทีก็มีสองฅนเหมือนกัน หรือดูแลนักเรียนก็มีสองฅน แต่ผมว่านี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งครับ ที่ฅนนำสันฯมักจะมาเป็นคู่ (เช่นอาตี้-พีต้า หรือ ตี๋น้อย-ปริญ หรือ ภพณ์-อู๋ หรือ บี-กิ๊ฟ) ถ้าไม่มีคู่ที่สนิทด้วยที่จะมานำสันฯด้วยกัน ถ้างั้นก็ไปอยู่ฝ่ายอื่นเสียเลยจะดีกว่า (ไม่นับกรนะครับ เพราะมีผมเข้าคู่ด้วยตั้งแต่แรก จนตอนนี้ยืนระยะได้ด้วยตัวเองแล้ว)

นี่ก็เป็นมุมมองจากฝ่ายสันทนาการนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าฝ่ายสันทนาการก็มีข้อดีอีกมาก (ดังที่กล่าวมาตอนต้น) รวมไปถึงว่า อยู่ฝ่ายอื่น ๆ ก็มีปัญหาไม่น้อยเช่นกัน เพียงแต่ว่าผมไม่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสอย่างจริงจัง ก็เลยไม่ค่อยทราบมากนัก

ถ้าเพื่อน ๆ น้อง ๆ มีโอกาส ลองมาเล่าสู่กันฟังก็ได้ครับ ว่าประสบการณ์ของฝ่ายที่ตัวเองทำอยู่เป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างจากที่มองจากภายนอกอย่างไร เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้ฅนมาลองทำฝ่ายตัวเองมากขึ้นครับ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.