ได้อ่านเมล์ของโอ๊ตที่ส่งมาสำหรับ Research Group พูดถึงเรื่องประเด็นของประธานค่ายมาแล้วครับ
สำหรับใครที่ไม่ทราบข้อมูล ให้ข้อมูลเป็นพื้นฐานหน่อยว่า คิวบิกเพิ่งจัดค่ายได้สามค่าย
ค่ายแรกเป็นค่ายโฟโต้ สอนถ่ายรูป ไป-กลับ (แต่มีค้างวันสุดท้าย)
ค่ายที่สองกับสาม คือค่ายไอซีที กับอินโน พิเศษหน่อยตรงที่ว่าค่ายนี้จัดพร้อมกัน วิชาการกับพี่เลี้ยงแยกกัน แต่สต๊าฟส่วนกลางใช้ทีมเดียวกัน (สวัสดิการ อุปกรณ์ อาหาร สันทนาการ) ไอซีทีไบรท์เป็นประธานค่าย อินโนเอิร์ทเป็นประธานค่าย และมีติ๊ดตี่เป็นประธานฝ่ายอำนวยการของทั้งสองค่าย
สิ่งที่เหมือนกันสำหรับทั้งสามค่ายคือ ประธานค่ายเป็นมือใหม่หมดทั้งสามฅน (จริง ๆ กำลังจะมีบลูคิวบ์ที่โจ้ใหญ่เป็นประธานค่ายด้วย)
หลังจากที่อ่านเมล์ของโอ๊ต ซึ่งไปสัมภาษณ์ความเห็นของประธานค่ายมือใหม่ทั้งสามฅนแล้ว มีข้อคิดเห็นดังนี้ครับ
I ระบบรองรับ
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ค่อนข้างประทับใจครับ วันสุดท้ายของค่ายนึง ตอนนั้นพิธีปิดกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผมก็ถามประธานค่ายว่า ‘ใครเป็นพิธีกร’ เจ้าตัวก็ตอบว่า ‘เอ่อ ไม่ได้เตรียมไว้น่ะครับ’ (ฮา)
ฟังแล้วกึ่ง ๆ อยากจะเอาหัวโขกขอบโต๊ะ (ฮา)
แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ วันสุดท้ายเป็นอะไรที่ผู้ฅนมักจะลืมเลือน และงานพิธีการเป็นงานจิปาถะที่มีรายละเอียดหลายอย่าง ไม่แปลกใจที่ฅนที่เพิ่งขึ้นมาดูแลค่ายทั้งค่ายหมาด ๆ จะหลงไปได้
สำหรับประธานค่ายที่เพิ่งขึ้นมานำเป็นครั้งแรก ควรจะมีระบบรองรับสองระบบครับ
ระบบแรก ระบบที่ปรึกษา
สมัยผมทำงานของคณะ จะมีค่ายที่จัดโดยน้อง ๆ ปีหนึ่งครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นมือใหม่ทั้งนั้น สิ่งที่ทำก็คือว่า ทุก ๆ สัปดาห์ (หรือสองสัปดาห์) จะมีเรียกประชุมโดยประธานค่ายจะลากเพื่อน ๆ ทีมงานมานั่งอยู่ในห้อง ซึ่งในห้องนั้นก็จะมีพี่ ๆ ตั้งแต่ปีสองปีสามปีสี่ ฯลฯ แล้วก็พรีเซนท์ว่า งานที่ทำไปแล้วมีอะไรบ้าง และงานที่กำลังจะทำคืออะไร
หลังจากนั้นรุ่นพี่ ๆ ก็จะคอยถามคำถาม ชี้จุดบกพร่อง หรือว่าแนะแนวทางว่าสมัยพี่ ๆ ปฏิบัติตัวอย่างไร
วิธีนี้มีประโยชน์ครับ เพราะประธานค่ายต้องมองในภาพรวม วิธีนี้จะช่วยให้รุ่นพี่คอยอุดรูรั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจะหลงลืมได้ รวมไปถึงอาจจะบอกกล่าวปัญหาที่อาจะเกิดขึ้นได้ให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้าด้วย
เท่าที่ผมทราบ เราก็มีการใช้วิธีนี้นะครับ (คือให้ประธานค่ายแต่ละค่ายมาพรีเซนท์ให้รุ่นพี่ฟัง พอดีตอนนั้นผมไม่ได้เข้าร่วมฟังด้วย) แต่คิดว่าอาจจะยังไม่ถี่พอ หรืออาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดพอในช่วงเตรียมงานก็เป็นได้
อีกวิธีก็คือมีรุ่นพี่อยู่ในค่ายด้วยครับ พอมีปัญหาอะไรก็ปรึกษารุ่นพี่ได้ ซึ่งสองค่ายนี้ก็มีพี่ณัชอยู่ด้วย เข้าใจว่าเวลามีปํญหาอะไร เรื่องก็จะวิ่งเข้าหาพี่ณัชโดยอัติโนมัติ พี่ณัชก็เคยมาเปรย ๆ ว่า ‘ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับว่า ผมเป็นประธานค่ายเอง กับเป็นที่ปรึกษา อันไหนจะเหนื่อยกว่ากัน (ฮา)’
ระบบที่สอง ระบบทีมงานครับ
ถ้าทีมงานเป็นมืออาชีพ ก็จะช่วยได้มาก งานในฝ่ายนั้นก็ปล่อยให้ทีมงานนั้นรับผิดชอบได้เลย ประธานค่ายก็จะได้มีเวลาไปดูแลงานในส่วนอื่น ๆ
เท่าที่ผมทราบ งานนี้ส่วนของอาหารสถานที่มีป่านดูแลอยู่ (มือหนึ่งอยู่แล้วไม่ต้องห่วง) นันทนาการมีทีมของแพรวสวย ซึ่งก็ทำมาหลายค่ายแล้ว ดูแลนักเรียนเป็นทรายกับพราว นี่ก็เชี่ยวชาญ ทีม inspectors เท่าที่ทราบก็ผ่านงานมาหมดแล้วทั้งนั้น สันทนาการไม่ต้องพูดถึง เหลือแค่พี่เลี้ยงเท่านั้นเองที่เป็นมือใหม่เกือบหมด
เพราะงั้นจริง ๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากความอ่อนด้อยของประสบการณ์เป็นหลักนะครับ แล้วเท่าที่อ่านจากสรุปมา ส่วนใหญ่บ่นตรงกันว่าปัญหาที่เจอคือพี่เลี้ยงมือใหม่ ยังไม่ค่อยรู้งานเท่าไหร่ (ซึ่งก็เข้าใจได้) ปัญหาที่เหลือก็แค่เกิดจาก
1.เตรียมงานไม่พร้อม
2.ปัญหาจากการที่ต้องประสานงานระหว่างสองค่าย และ
3.เหตุสุดวิสัย เช่น ฝนตก ไฟดับ ฯลฯ
II การตัดสินใจ
จากที่อ่านในสรุปมา สิ่งที่พูดถึงมากคือความสามารถในการตัดสินใจครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า การเป็นประธานค่าย ในระหว่างค่ายต้องมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องมากจริง ๆ โดยเฉพาะเวลามีปัญหาอะไรฝ่ายต่าง ๆ ก็จะวิ่งเข้าหาให้ประธานค่ายช่วยตัดสินใจให้
ถ้าน้อง ๆ มือใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน (เช่นเดย์ซีโร่ มีการถามกันว่าวันแรกต้องใส่เสื้ออะไรตั้งแต่ตอนบ่าย ๆ …กว่าจะได้ข้อสรุปก็ล่วงเข้าไปเกือบสี่ทุ่มตอนกลางคืน เป็นต้น)
เคยคุยกับกรเรื่องนี้เหมือนกัน กรก็ถามว่า ทำไมต้องให้ประธานตัดสินใจละครับ? ทำไมหัวหน้าของแต่ละฝ่ายไม่ตัดสินใจเอง?
คำตอบก็คือว่า ถ้าเป็นเรื่องที่รับผิดชอบในฝ่ายนั้น ๆ ก็ตัดสินใจเองได้เลยครับ (เช่นฝ่ายอาหารจะจัดโต๊ะกินข้าวยังไงก็จัดได้เลย หรือ ฝ่ายทะเบียนจะออกแบบป้ายชื่อยังไงก็ทำได้เลยไม่ต้องขอความเห็น) แต่ถ้าเป็นงานที่กระทบกับฝ่ายอื่น ๆ อันนี้ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจ เช่น กิจกรรมจะเลท ทำให้กินเวลาของกิจกรรมต่อไป ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจว่า จะตัดกิจกรรมให้จบตรงเวลา หรือปล่อยให้เลทไปแล้วไปตัดเวลาของกิจกรรมต่อไป ฯลฯ (หรือบางทีอาจจะไม่ต้องถึงกับให้ประธานตัดสินใจหรอกครับ แต่อย่างน้อยแจ้งให้ทราบก็ดี เช่นถ้าผู้ปกครองติดต่อนักเรียน แล้วจะขอนักเรียนกลับก่อน อย่างนี้เป็นต้น)
เท่าที่ผมสัมผัสมาจากการอยู่ในค่าย ก็พบว่าประธานค่ายก็ตัดสินใจในส่วนต่าง ๆ ได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะครับ (แม้กระทั่งติ๊ดตี่ที่บอกว่ายังตัดสินใจไม่ค่อยเก่งก็ตาม แต่ตอนที่คุยเรื่องจัดกระเป๋าน้องก็ตัดสินใจได้รวดเร็วเลยล่ะ)
วิธีหนึ่งที่อยากจะลองแนะนำสำหรับทีมงานก็คือว่า ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แล้วเอาไปถามประธานค่ายเลยว่า มีปัญหาแบบนี้ ๆ ‘เอาไงดีครับ?’ ประธานอาจจะจิตแตกได้ (ฮา)
แต่ถ้าบอกปัญหา แล้วก็เสนอวิธีแก้ไขไปด้วย หรืออาจจะมีตัวเลือก 2-3 ตัวเลือกให้ประธานค่ายตัดสินใจ อันนี้จะช่วยให้ประธานค่ายตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นนะครับ (แถมเป็นการให้เกียรติประธานค่ายไปในตัว ดีกว่าเราด่วนตัดสินใจไปเลย)
III ประธานเป็นแต่ประธาน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าประธานค่ายควรจะมีตำแหน่งประธานอย่างเดียวน่ะครับ เพราะเป็นประธานอย่างเดียวปัญหาก็วิ่งเข้าหาไม่รู้จบแล้ว แต่ถ้าควบฝ่ายอื่นด้วย งานจะหนักเป็นสองเท่า เช่น อย่างค่ายอินโนเอง เอิร์ธเป็นทั้งประธานค่าย และเป็นฝ่ายวิชาการด้วย (นี่ถ้าฅนไม่พอคงเป็นพี่เลี้ยงอีกตำแหน่ง ฮา) ซึ่งผมคิดว่า การที่ต้องดูแลฝ่ายวิชาการ จะทำให้ไม่มีสมาธิมากพอที่จะดูแลครอบคลุมฝ่ายอื่น ๆ หรือไม่มีเวลาคอยประสานงานหรืออุดรอยรั่วต่าง ๆ จากการทำงาน (แต่โชคดีที่ค่ายนี้ ฝ่ายอำนวยการเป็นกองกลาง ทำให้เอิร์ธไม่ต้องโหลดงานหนักเกินไป ดูแลเฉพาะส่วนวิชาการอย่างเดียวก็พอไปไหว…ซึ่งจะว่าไปก็เป็นข้อดีของการจัดสองค่ายพร้อมกัน)
IV สะสมประสบการณ์
สิ่งหนึ่งที่น้อง ๆ พูดตรงกันก็คือ อยากลองทำหลาย ๆ ฝ่ายดูก่อน พอมีประสบการณ์มากพอแล้วถึงค่อยมาเป็นประธานค่าย ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยว่า การอยู่ฝ่ายต่าง ๆ ทำให้มองเห็นภาพรวมได้ดี แต่ขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจำเป็นครับ มีตัวอย่างหลายฅนที่เป็นประธานค่ายทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เท่าไหร่ (อย่างที่ณัชเองทำค่ายแรกก็กระโดดมาเป็นประธานค่ายเลย) หรืออย่างค่ายฟันแคมพ์ กับติงกิ้งของทุกปี ประธานค่ายก็ผ่านงานมาแค่หนึ่ง หรือสองอย่างเท่านั้น
ถ้าอยากได้ประสบการณ์ล่ะก็ เป็นประธานค่ายหลาย ๆ ค่ายจะได้ประสบการณ์มากกว่าครับ เราอยู่ในภาวะขาดแคลนฅนที่จะมาเป็นประธานค่ายฮะ เพราะงั้นถ้ารอให้มีประสบการณ์มาก ๆ ก่อน เสียเวลาเปล่า ๆ (แล้วประธานค่ายก็จะซ้ำซากเป็นกันไม่กี่ฅน) ตอนนี้ถ้าแค่มีใจสู้พอ ก็พร้อมที่จะเป็นประธานค่ายได้แล้วครับ (ผมชอบมากตอนที่พี่ณัชบอกว่า ให้กอล์ฟเป็นประธานค่ายเพราะว่ากอล์ฟมีความ ‘อยาก’ ที่จะจัดค่ายนี้…ตรงจุดมาก ๆ ครับ)
V การดึงฅน
ประโยชน์อย่างหนึ่งที่ผมเห็น จากการที่ประธานค่ายเป็นฅนใหม่ ๆ และการที่จัดสองค่ายพร้อมกัน (และจงใจพูดถึงเรื่องนี้เป็นหัวข้อสุดท้าย) ก็คือการดึงฅนใหม่ ๆ มาทำงานครับ
เวลาใครเป็นประธานค่าย ก็มักจะดึงพรรคพวกที่รู้จักมาทำค่าย เห็นได้ชัดว่า ค่ายไอซีทีก็จะมีเพื่อน ๆ ของไบรท์กับติ๊ดตี่ (รวมไปถึงเพื่อนของไอซ์) มาช่วยเยอะมาก ในขณะที่อินโนเอง พี่เลื้องและทีมงานหลายฅนมาจากพหุภาษา นี่ยังไม่นับค่ายก่อน ๆ ที่อู๋เป็นประธานค่าย พี่เลี้ยงก็จะมาจากวิศวะเกษตรทั้งก๊ก นอกจากนี้ ยิ่งการที่จัดค่ายพร้อมกันสองค่ายทำให้ฅนขาดมากขึ้น และต้องดึงฅนนอกมาช่วยงานมากขึ้นจนทำให้ค่ายนี้มีสมาชิกใหม่เข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์
นี่ถ้าพี่ณัชยังเป็นประธานค่ายอยู่ ไม่ได้ฅนใหม่มากขนาดนี้หรอกครับ มันก็จะมีแต่หน้าเดิม ๆ
ข้อดีก็คือว่า เราจะขยายฐานของทีมงานครับ และทีมงานต่าง ๆ พอทำงานร่วมกันมันก็จะผูกพันกัน และดึงมาทำงานต่อ ๆ ไปได้ง่าย เครือข่ายของคิวบิกก็จะขยายตัวขึ้นด้วย (เห็นได้ชัดว่า ส่วนของสมองแก้วเอง มีปอมจากกรุงเทพคริสเตียน และ เต้จากพหุภาษามาช่วยด้วย)
ประธานค่ายหน้าใหม่ก็มีประโยชน์อย่างนี้แหละครับ
ทั้งหมดก็เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับประธานค่ายนะครับ ตำแหน่งนี้มีประโยชน์มาก ได้เรียนรู้อะไรมาก แล้วไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ ถ้ามีโอกาส อยากให้น้อง ๆ หลายฅนได้รับประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ครับ
ผมขอใช้สิทธิ์พาดพิงครับ
เท่าที่อ่านคร่าวๆแล้วก็เห็นด้วยนะครับ
แต่เดี๋ยวมาอ่านแบบละเอียดอีกทีคงมีคอมเมนท์ครับ
ผมได้อ่านความเห็นของพี่ก้อนแล้วครับ
ok เลยครับแจ่ม แ ละขอแสดงความเห็นในส่วนนี้ก่อน
เพิ่ม เติมครับ เรื่องของระบบทีมงานผมคิดว่าจริงๆแล้วระบบนี้จะมีปัญหาอยู่จุดหนึ่ง ตรงที่ว่าบางทีรุ่นน้องเองก็ไม่อยากจะขัดใจรุ่นพี่ซึ่งเป็นทีมงาน
ซึ่งความจริงแล้วความคิดเหล่านั้นของน้องๆ เป็นสิ่งที่ดีครับ
ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยนะครับ เพียงแต่อยากจะเสนอในอีกมุมมองหนึ่ง
เพราะ ฉะนั้นถ้าเป็นผมผมจะสนับสนุนทางเลือกที่หนึ่งมากกว่าครับ ยังไงแล้วเป็นการทำให้มีรุ่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆด้วย เพราะมันต้องดิ้นรนให้ผ่านไปจนได้
ละครับ ไม่ว่าจะหาคนมาทำหรือทำควบหรืออย่างไรก็ตาม เป็นประสบการณ์ยิ่งกับรุ่นน้องด้วย
เรื่องประสบการณ์เห็นด้วยครับ เ รื่องที่ว่าไ ม่จำเ ป็นต้องทำมาทุกตำแ หน่งหรือต้อง สองสามปี
ขอคิดเห็นเพิ่มเติมครับ
พี่ก้อนลืมประเด็นอะไรบางอย่างไปรึเปล่าครับ เรื่อง skill คนระดับพี่นัทและตอนนั้นนี้มีทีมระดับเทพอีก(พี่ๆรุ่น 29 แต่ละคนเหอๆ) ซึ่งเป็นรุ่นเดวกันหรือไม่ก็รุ่นน้อง ผมคิดว่าเงื่อนไขมันต่างกันครับ เทียบไปไม่ได้ครับ
ออ ขอเสริมเรื่องการตัดสินใจอีกนิดหนึ่งครับ
ผมไม่แปลกใจหรอกครับ ว่าทำไมต้องให้ประธานตัดสิน
รุ่นต่อๆไปขึ้นเป็นประธานค่าย เราก็ไม่เคยสอนเขาก่อนค่าย (เท่าที่ผมรู้นะครับถ้าความรู้ผมไม่ update กราบขออภัยด้วย) นี้ครับว่าการตัดสินใจทำไปได้เลย หรือยังไงน้องมันก็เลยยึดตามระบบเดิม แต่ไม่เป็นไรครับเรื่องพวกนี้ค่อยๆฝึกกันไป
ปล.ก่อเคยบอกกรไปแล้วนะเรื่องนี้ 55
เ รื่องจัดสองค่ายพร้อมกัน ก็ ok นะครับค่ายไม่ล่ม(ตัวชี้วัดของผมคืออยู่ได้ครบตามจำนวนวันโดยไม่ต้องปิดค่าย ก่อน) ถือว่าผ่านงานออกมาดีเลวยังไงรอดูสรุปโครงการอีกที และมาคุยถึงความคุ้มค่าที่จะทำอย่างนี้อีก
เรื่องคนจากส่วนกลาง
ถามว่า คนจะมาทำค่ายๆหนึ่งมาจากไหน
-หาจาก member cubic ประธานค่ายติดต่อส่วนตัวเ องหรือให้ทาง HR หามาให้ถ้าขาด
เ รื่องมันก็อยู่ตรงนี้ละครับ คือคนที่หามันมาจากคนกลุ่มเดียวกัน เบอร์ก็มาจากคนโน้นคนนี้ได้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ผมก็หมดมุขเหมือนกันละครับ อย่างดีก็แค่ช่วย
คิดว่ามีใครใน list บ้าง ซึ่งก็ช่วยได้ในบ้างครั้ง แต่อย่างไ รก็ตาม ทางโน้นประธานก็ไม่ได้ประสานมาว่าจะให้เราหาคน ทางผมก็เ ลยคิดว่าไม่มีปัญหาเลยไม่ตาม
- หาจากภายนอก
ก็คือ mentor program ปีนี้ไม่ได้ทำ เป็นแค่ฝันครับ อาจจะเป็นสาเหตหนึ่งที่ส่วนกลางไม่มีคนป้อนให้ ทำไมถึงไม่ได้ทำ เพราะคงเ ป็นความผิดผมเองไม่สามารถ manage เวลาลงมา
ได้ เ อาว่าอย่างนั้นละกันครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ได้ข่าวว่ามีหน้าใหม่มาเยอะพอสมควร
เรื่องหารุ่นใหม่ๆมาทำงานเรื่อยๆแล้วรุ่นก่อนๆไม่ค่อยได้มาทำนี่ผมมองว่าเป็นปัญหาครับ
เหมือนกับเราต่อเสาสูงขึ้นไปเรื่อยๆแต่ไม่ยอมเอาหมุดมาขันไว้ ซักวันมันก็คงล้ม
ไม่ได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ แต่เสียงจากคนที่ทำงานส่วนกลางที่ได้คุยมาตอนทำค่าย ส่วนใหญ่จะมองว่า ปริมาณงาน มันก็เพิ่มขึ้นถึงเกือบเท่าตัวอยู่ดี
เรื่องประธานค่าย เห็นด้วยครับว่า การที่ประธานค่ายเด็กกว่า ทำให้มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน
ที่ส่วนกลางบอกว่างานหนักขึ้นสองเท่า อันนี้มีฝ่ายไหนจำเพาะเจาะจงรึเปล่าครับ? เพราะพอผมลองไล่เรียงดูแล้ว
- ฝ่ายสันทนาการ งานไม่ได้หนักขึ้นครับ (เพราะผมก็ดูอยู่) แค่ฅนเยอะขึ้นเลยต้องปรับกิจกรรม
- ฝ่ายอุปกรณ์ งานไม่น่าจะหนักขึ้นนะครับ เพราะว่า กิจกรรมนันทนาการ (ที่ใช้อุปกรณ์เยอะ) มีแค่ค่ายเดียวครับ (นั่นก็คือไม่ได้ต่างจากสองค่ายแต่อย่างใด)
- ฝ่ายนันทนาการ มีแค่ค่ายไอซีทีครับ แต่ไม่มีในอินโน เพราะฉะนั้นงานจริง ๆ ก็เท่ากับค่ายเดียว
- ฝ่ายเครื่องเสียง แยกค่ายนี่ครับ? ไม่ได้วิ่งไปวิ่งมา
- ฝ่ายดูแลนักเรียน ก็แบ่งสองกลุ่มแยกกันนี่ครับ ดูแลสองฅน พราวกับทราย
ฝ่ายที่ผมคิดว่าน่าจะหนักขึ้น ก็น่าจะเ็ป็นฝ่ายที่เกี่ยวกับน้อง ๆ แต่ก็ไม่น่าจะหนักเป็นสองเท่านะครับ
- ฝ่ายทะเบียน ทำป้ายชื่อ ทำประกาศนียบัตร อันนี้ต้องทำเป็นสองเท่า
- ฝ่ายสถานที่ จองห้องเพิ่มขึ้นสองเท่า
- ฝ่ายประเมินผล อันนี้สองเท่าจริง ไม่เถียง
- ฝ่ายอาหาร จัดอาหารสองที่ อันนี้ก็น่าจะหนักเป็นสองเท่าครับ
ก็น่าคิดว่า ทีมงานที่งานหนักเพิ่มสองเท่า ควรจะเพิ่มจำนวนฅนในฝ่ายนั้นด้วยรึเปล่า (หรือเพิ่มแล้วก็ไม่ช่วยอะไร?)
ตอนเขียนไปผมก็นึกออกไม่กี่ฝ่ายอ่ะครับ แต่พอพี่ก้อนเขียนมาแล้วก็พอจะอธิบายได้
ที่คิดว่าอาจจะไม่หนักขึ้น
- สันทนาการ อันนี้ไม่ได้มองว่าหนักขึ้นขนาดนั้น (แต่ยุ่งยากขึ้น เพราะต้อง satisfy ตารางสองฝั่ง)
- อุปกรณ์ ก็คงไม่หนักขนาดนั้นจริง
- นันทนาการเป็นส่วนกลางด้วยเหรอครับ (ผมมองเป็นฝ่ายของไอซีทีอยู่แล้ว ดูจากป้ายชื่อและการทำงาน)
- สถานที่ ไม่ค่อยมีอะไร อาจจะมีเรื่องการขอสถานที่ต่างๆ
ที่น่าจะแตกต่างพอสมควร
- อาหาร อันนี้เป็นอันที่นึกออกตอนแรกๆ เลยครับ ว่าจัดอาหารสองฝั่ง เท่ากับว่าต้องมีคนอยู่ทั้งสองฝั่ง
- เครื่องเสียง ก็การที่ต้องแยกคนสองค่ายแปลว่างานมันไม่น้อยลงนี่ครับ
- ดูแลนักเรียน เหมือนข้อเครื่องเสียง (แต่จริงๆ ผมนับฝ่ายนี้แบบแยกค่ายมากกว่า ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วนับยังไง)
- ทะเบียน ป้ายชื่อ เห็นชัด
- ประเมินผล เห้นชัด (อันนี้ไม่ได้บ่นเองนะครับ เพราะงานไม่หนักขนาดนั้น แต่ก็อย่าเพิ่งหวังสรุปผลตอนนี้เหมือนกัน แหะๆ)
- นอกนั้นก็มีอย่างถ่ายรูปครับ ยังไงก็ต้องใช้สองคน
ที่ บอกว่างานหนักขึ้นสองเท่า ไม่ใช่ว่าแค่คนหนึ่งทำหนักขึ้นครับ แต่รวมถึงว่า มันอาจไม่ได้ประหยัดคนลงด้วย (คือ ไม่งานต่อคนเพิ่มก็จำนวนคนเพิ่ม) อย่างที่พี่ก้อนก็บอกมาเองว่า มันแยกคนสองค่ายอยู่แล้ว
นอกจากนี้ หาพี่เลี้ยง 24 คนนี่.. ก็งานหินเหมือนกันครับ
อืม
จริง ๆ แล้วพอไล่ดู ถึงจะแบ่งเป็นสองฝั่งแต่ยังไงน่าจะเบากว่าทำสองค่ายนะฮะ
- อย่างฝ่ายอาหาร ถึงจะต้องแบ่งสองฝั่ง แต่เวลาไปสั่งอาหาร คิดเมนู ก็คิดรอบเดียว แล้วยิ่งถ้าเป็นขนม อาหารว่าง ก็ทำรอบเดียวไปเลย ไม่ต้องมานั่งทำสองรอบ
- เครื่องเสียง มันแบ่งสองฝ่ายแค่วิชาการนี่ครับ? แต่ตอนสันทนาการหรืออื่น ๆ ก็ใช้พร้อมกัน (น่าจะเบาลงรึเปล่าไม่ทราบ)
- ดูแลนักเรียน อันนี้เหมือนแยกสองค่าย แต่เวลาคุยกับพี่เลี้ยงตอนปฐมนิเทศ ก็พูดรอบเดียว (จริง ๆ ก็เบาแค่นั้นแหละ)
-ป้ายชื่อ มันเพิ่มสองเท่าก็จริง แต่เวลาเอาไปปริ๊น ก็ทำแค่รอบเดียว ไม่ต้องไปสองรอบ ซื้อเชือก ซื้อของก็รอบเดียวเลย
- ประเมินผล….
- ถ่ายรูปก็เหมือนกัน ยังไงก็ต้องใช้สองฅน
- หาพี่เลี้ยง 24 ฅน อันนี้ยอมรับว่าหนักจริงครับ
แต่ ข้อดีก็คือ ทำให้ได้่ฅนใหม่ ๆ มาเยอะมาก (ซึ่งเราก็ต้องการแบบนั้นอยู่แล้ว) ถ้าเป็นสองค่าย แล้ววนใช้พี่เลี้ยงซ้ำ คงไม่ได้ฅนใหม่ ๆ มาเยอะขนาดนี้
(เช่น หมี ปั๊บ เต้พหุ ปอม ฯลฯ
ครับ เรื่องสรุปว่าคุ้มหรือไม่คุ้มยังไงคงต้องมาดูเต็มๆ อีกที
อันนี้คือ เป็นเสียงที่มาจากสตาฟทำงานน่ะครับ ซึ่งคงไม่ได้มองในมุมกว้างแบบฝ่ายบริหาร
เรื่องเสียง ตอนกิจกรรมที่รวมกันทั้ง2ค่าย ตอนแรกเราไม่ได้คุยกันว่าจะให้ใครเป็นคนดูแล
ก็เลยให้ทีมเสียงของICTดูแทนให้
เพราะของINNO ทีมเสียงไม่มี วิชาการคุมกันเอง(เท่าที่จำได้ ถ้าผิดก็ขอโทษครับ)
ดูแลนักเรียน อันนี้พี่แพลนเอาไว้ตอนแรกคือ ให้สองคนนี้ ดูสองค่าย เพื่อความยืดหยุ่น แต่สุดท้ายก็แยกคนแยกค่ายอยู่ดี(ในการปฏิบัติ)
อาหารควบถ่ายรูปไปด้วย(พี่ป่าน) เลยหนักขึ้นอีก
ในส่วนของสันฯ อาจจะไม่ได้หนักขึ้นถึง 2 เท่าจริง
แต่หนักขึ้นแน่นอนครับ
เพราะสันฯในค่ายนี้ไม่ได้มีแค่สันวงหรือเล่นแบบไม่มีอุปกรณ์ สันทั้ง 2 ค่ายนี้ใช้อุปกรณืเยอะอยู่ เตรียมก็เยอะขึ้น เหนื่อยขึ้นแน่นอน
เวลาคิดกิจกรรม ถ้าคนน้อยๆ กิจกรรมก็จะมีข้อจำกัดน้อยกว่า คิดได้ง่ายกว่า ยืดหย่นได้มากกว่า
การควบคุมน้องน้อยคุมก็ง่ายกว่าคุมน้องเยอะอยู่แล้ว
แล้วสุดท้ายที่ดูเหมือนเหนื่อยขึ้นก็เพราะว่าคนในฝ่ายอื่นก็มีคนใหม่ๆมาเหมือนกัน ทำให้ยังไม่รู่งานว่าควรทำอะไรบ้าง ทำให้ต้องทำเองในส่วนนั้น(ถึงจานิดหน่อยก้อเหอะ)และอาจทำให้มีปันหาเพราะไม่ได้คุมส่วนนั้นอาจทำให้หลงลืมได้-*-+
อันนี้ในส่วนของสันฯนะ
ส่วนในฝ่ายอื่นๆที่ทำ 2 ค่าย ผมว่ามันหนักขึ้นหมดแหละ แต่คงไม่ถึง 2 เท่าจริงหรอก ยกเว้นอำนวยการกลางซึ่งน่าจะหนักกว่า 2 เท่าด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้แค่คิดเปนค่ายๆที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกัน แต่ต้องคิดให้มันลงตัวทั้งคู่
ส่วนการเพิ่มคนอันนี้ไม่รู้นะครับ ฝ่ายสันฯเยอะอยู่แล้ว รู้แต่ว่า 2 ค่ายนี้สต๊าฟว่างๆที่ควรจะเหลือมาช่วยเรื่องจัดเตรียม(ในทุกฝ่าย)ไม่มีเหลือเลยครับ
จริงๆ ในส่วนของสัน ถ้าไม่ใช่ว่าบังเอิญจัดสองค่ายพร้อมกัน ก็ไม่น่าจะมีทีมเยอะขนาดนี้หรอกนะครับ เพราะปกติเวลาพี่นัทจัดค่าย ปกติ maximum พี่นัทก็ให้ฝ่ายสันมีได้แค่ 2 คนมาตลอด (ไม่รวมพี่ก้อน) ขนาดใน CCFC#1 น้อง 80 คนฝ่ายสันยังมีแค่ 2 คนแถมไม่มีพี่ก้อนเลยด้วย
แต่อาจจะเพราะค่ายนี้ค่อนข้างสดใหม่ เลยทำให้งานในช่วงค่ายเยอะเป็นพิเศษครับ
หนูว่าฝ่ายอาหารอ่ะค่ะ ถึงแม้จะสั่งอาหารหรืออะไรก็ตามรอบเดียวก็จริง แต่สถานที่กินอาหารแยกเป็นสองค่ายก็ทำให้ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนกัน ถึงแม้จะแบ่งว่าใครจะดูค่ายไหนก็เถอะ แต่บางทีมันก็ฉุกละหุกแบบว่าคนนั้นไม่ว่างคนที่เหลืออยู่ก็วิ่งกันสนุกเลยค่ะ
อีกฝ่ายที่หนูว่าหนักจริงๆคือทะเบียน(วันแรก) ซึ่งต้องจัดสีน้องพร้อมกันสองค่าย รวมถึงการเอาน้องเข้าห้องด้วย เพราะมีน้องบางคนมาแล้วเพศไม่ใช่กับที่แจ้งไว้ หรือน้องที่อยู่ดีๆโผล่มา ก็ต้องจัดห้องใหม่และทำให้น้องที่อยู่สีเดียวกันนอนกันคนละห้องหรือห้องหนึ่งมีน้องครบ 4 สี และพี่เลี้ยงก็ไม่ได้นอนกับน้องอย่างที่ควรเป็นด้วย
ส่วนพี่เลี้ยงนี่ใช่เลยค่ะ กว่าจะหาได้ก็ถึง day zero เลยทีเดียว แล้วด้วยความเป็นพี่เลี้ยงใหม่ด้วย ก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากจริงๆก็เลยอาจมีปัญหากับการทำงานบ้าง
แล้วก็อย่างที่พีคบอกค่ะ การทำให้เวลาสองค่ายลงตัวก็ยากอยู่ ในหลายๆอย่าง
แล้วก็เรื่องหาคนตามที่ฝ่ายต่างๆต้องการไปช่วย ก็จะหายากมากๆเลยค่ะ เพราะทุกคนก็จะมีงานของฝ่ายตัวเองที่เยอะมากและบางคนก็ต้องไปข้าทำธุระข้างนอก