อมาตยกุลที่ผมเห็น

2008-08-07

เมื่อสองอาทิตย์ก่อน เราไปโรงเรียนอมาตยกุลกันครับ สาเหตุอะไรคงจะอธิบายกันนาน มันเริ่มมาจากว่าพี่อิ๊กมาพูดถึงโรงเรียนนี้ให้ฟัง แล้วเราก็ลงมติกันว่า อยากจะไป ผมเองก็ขอจับสองประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจและสำคัญมาเขียนครับ

เรื่องแรกคือ โรงเรียนนี้ ไม่บังคับใส่รองเท้านักเรียนกับเครื่องแบบ โดยตอนที่เราไป เราก็เห็นนักเรียนแต่งเครื่องแบบ แต่ใส่รองเท้าหุ้มส้นลำลองหรือรองเท้ากีฬากันทั่วไป เรื่องที่เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อนเวลาอภิปรายกันเรื่องเครื่องแบบ และก็ไม่น่าเชื่อว่า แค่รองเท้าที่แตกต่างกันนี้ มันลดความ “ตึง” แบบที่เกิดในโรงเรียนที่ควบคุมนักเรียนตั้งแต่ผมจรดเท้าได้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับระบบเครื่องแบบนักเรียน (ของไทย) เท่าไรนักครับ โดยเฉพาะการควบคุมทุกรายละเอียดยิบย่อย (การควบคุมทรงผมนักเรียนเนี่ย มันดีต่อสังคมยังไงเหรอครับ?) และการใช้เครื่องแบบเป็น “เครื่องมือ” ในการควบคุมความประพฤติ แต่เรื่องนี้ไม่อยู่ในประเด็นที่ผมจะเขียนถึงตอนนี้

การที่รองเท้าแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างแปลกตา จากโรงเรียนไทยทั่วไป ทำให้บรรยากาศของความเป็นทางการมันลดลงไป และที่สำคัญคือ บรรยากาศของการที่ทุกคนจะต้อง “เหมือนกันตั้งแต่หัวจรดเท้า” มันก็หายไปด้วย ผมเองเชื่อว่า นี่น่าจะมีผลกับนักเรียนพอสมควรในแง่จิตวิทยา เพราะเครื่องแบบเอง ก็เป็นสัญลักษณ์ที่กดนักเรียนไว้ว่า ทุกอณูในชีวิตของนักเรียน จะต้องอยู่ในการควบคุมของผู้ที่ปกครอง ไม่มีทางเลือก และทุกคนจะต้องเหมือนกัน ทำเหมือนกัน คิดเหมือนกัน (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ ถึงตอนนี้รัฐไทยก็ยังไม่ยอมรับการ “คิดต่าง” เลยแม้แต่น้อย)

การไม่บังคับรองเท้านักเรียน รวมถึงการเปิดให้ใส่ชุดลำลองมาเรียนสัปดาห์ละหนึ่งวัน (เราไม่ได้ไปเห็นวันนั้นครับ เลยไม่ทราบว่าจะดูเป็นอย่างไร) น่าจะลดความรู้สึก “ควบคุม” และ “กดดัน” ที่ลงไปสู่ตัวนักเรียนได้พอสมควร ซึ่งก็คงจะตรงกับเจตนาของโรงเรียน ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะยังคงใช้เครื่องแบบอยู่ ซึ่งก็เข้าใจว่า คงยังเป็นประโยชน์ในการดูแลอยู่ และทำให้บรรยากาศโดยรวมดูไม่ลำลองมากเกินไป

(เรื่องการเป็นทางการหรือลำลอง ผมว่าน่าจะขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการให้ “โรงเรียน” นั้น ดูเป็นสถานที่ทางการหรือศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน เพราะบรรยากาศมันก็จะต่างไปมาก แต่ละแบบก็จะมีข้อดีแตกต่างกันไป อย่างในยุโรปภาคพื้นทวีป ส่วนใหญ่โรงเรียนรัฐจะไม่ใช้เครื่องแบบกัน ในขณะที่หมู่เกาะอังกฤษและฝั่งเอเชีย จะมีการใช้เครื่องแบบกันมาก)

จากแนวคิดเรื่องรองเท้าที่ผมเห็นว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะดี น่าจะนำมาศึกษา ผมก็เห็นว่ามีเรื่องหนึ่งที่ดูจะเป็นข้อจำกัดข้อใหญ่อันหนึ่งของโรงเรียน

เรื่องของเรื่องคือ โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างเล็กครับ มีจำนวนนักเรียนทั้งรวมและต่อระดับชั้นไม่ค่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขึ้นมาชั้นมัธยมปลายจะเหลือได้น้อยถึงหนึ่งห้องต่อชั้น ซึ่งผลกระทบที่ตามมาจากขนาดของสังคมที่เล็กคือ การขาดความหลากหลาย โดยพื้นฐานของผมเองโตมาจากโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่า (ถึงจะไม่ใหญ่มากก็ตาม) และเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างมีบรรยากาศของความหลากหลายอยู่ระดับหนึ่ง รวมกับพื้นฐานความเชื่อส่วนตัว ผมจึงมองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญพอสมควร

เรื่องนี้เป็นข้อจำกัดขนาดใหญ่เลยครับ แน่นอนว่า โรงเรียน ในฐานะผู้ให้บริการ ไม่สามารถจัดการสอนรวมถึงกิจกรรมหลายรูปแบบ กับนักเรียนที่มีอยู่ระดับละไม่ถึงสามสิบคนนี้ได้ (อันนี้เอาจากมัธยมปลายเป็นหลักนะครับ เพราะเป็นชั้นที่ผมคิดว่าความหลากหลายสำคัญมาก) ยิ่งเมื่อคิดถึงว่า นักเรียนไม่ถึงสามสิบคนต่อระดับนี้ เรียนมาตั้งแต่ชั้นประถม (หรืออนุบาล) ด้วยกัน ผมสงสัยว่า ในกลุ่มนักเรียนนี้ จะมีความแตกต่างกันได้มากขนาดไหน

มันลงเอยที่ว่า นักเรียนส่วนใหญ่ ก็จะได้อยู่และมีสังคมกับคนจำนวนไม่มาก ที่เรียนเหมือนๆ กัน ทำกิจกรรมเหมือนๆ กัน (ถึงแม้กิจกรรมจะพยายามทำให้มีความแตกต่าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานที่ว่า สุดท้ายทุกคนก็ทำเหมือนกัน)

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมจึงเป็นว่า สุดท้ายก็ยังคง homogeneous ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า มันเป็นอย่างที่ผมคิดขนาดนั้นหรือเปล่า เพราะผมเองก็ไม่ได้มีโอกาสลงไปอยู่และสัมผัสนักเรียนในโรงเรียนนี้ได้มากขนาดนั้น

และเพราะการมีเวลาไม่มากนักที่ได้เข้ามาไปดูและสัมผัส สองเรื่องที่ผมว่ามา จึงเป็นแนวคิด ที่ยังคงต้องศึกษาว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญนี้ มันมีผลขนาดนั้นหรือไม่ จริงๆ ยังคงมีเรื่องอื่นๆ อีก ที่ผมยังคงติดใจอยู่ เช่น เส้นแบ่งเบลอๆ ระหว่างการไม่แก่งแย่งแข่งขัน กับการไม่พัฒนา หรือเรื่องของความเท่าเทียมกับความเท่ากัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คงต้องใช้การอภิปรายขั้นที่สูงกว่า และเกินกว่าที่สติปัญญาของผมน่าจะทำได้ ก็ขอยกให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่รู้มากกว่าผมหยิบมันไปครับ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.