ประโยคข้างต้นเป็นประโยคที่ผมได้ยินมาไม่ต่ำกว่าสามครั้งแล้วครับ แต่ต่างกรรมต่างวาระ แล้วก็ต่างบุคคลกัน
แต่เดิมแล้ว สมัยเรียนผมเองก็คิดตื้น ๆ คิดแบบสมการชั้นเดียวนะครับว่า เรียนตรีเสร็จก็น่าจะต่อโท โทเสร็จก็น่าจะต่อเอก ซึ่งเป็นความคิดที่ตรงไปตรงมามาก ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ในสาขาที่เรียนก็ค่อนข้างเอื้อที่จะให้เป็นแบบนั้นด้วยอยู่แล้ว
พูดง่าย ๆ ก็คือว่าถ้าจบปริญญาเอกได้จะมีประโยชน์มากกว่าน่ะครับ เพราะผมตั้งเป้าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไม่จบเอก ก็จะรับลูกศิษย์ในโปรแกรมปริญญาเอกไม่ได้ แล้วก็จะมีโอกาสเป็นหัวหน้าแล็บ หรือมีแล็บของตัวเองได้ยากด้วย (นึกภาพว่าจบโทมาหมาด ๆ แต่จะจ้างฅนจบปริญญาเอกมาเป็นลูกน้อง คงแปลก ๆ และเป็นไปได้ยากสักหน่อย) ที่สำคัญ คณะวิทย์มหิดลตอนนี้ อย่าว่าแต่ปริญญาโทเลยครับ ถ้าไม่จบเอกเมืองนอกมา เขาไม่รับพิจารณาคุณสมบัติเป็นอาจารย์เลยเสียด้วยซ้ำ (เพราะงั้นอาจารย์ที่จบเอกเมืองไทย ก็ต้องดิ้นรนไป post doc ที่เมืองนอกเมืองนา)
การจบปริญญาเอกเป็นเรื่อง ‘เกินจำเป็น’ ก็ ตอนที่ผมได้คุยกับรุ่นพี่ในภาควิชาครับ รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า เจ้าตัวมีความปรารถนาที่จะไปทำงานในบริษัทเอกชน ซึ่งในบริษัทเช่นดังว่านั้น งานในสายวิทยาศาสตร์ (ของภาควิชาผม) ก็จะไม่ใช่งานที่สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ แต่เป็นงานจำพวก ตรวจสอบสารปนเปื้อน เพาะเชื้อ ฯลฯ ซึ่งออกแนวเป็นงานประจำมากกว่า เพราะงั้นทางบริษัทเอง ก็ต้องการวุฒิแค่จบปริญญาโทก็พอ การจบปริญญามามัน ‘เกินวุฒิ’ ซึ่งเงินเดือนเองก็ไม่สามารถวิ่งตามได้ขนาดนั้น
นั้นก็เป็นครั้งแรกนะครับ ที่เพิ่งเจอะเจอกรณีที่ว่า การจบสูง ๆ บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
ถัดจากนั้นมาก็ได้คุยกับเพื่อนครับ เจ้าตัวจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แล้วก็เรียนต่อมาในสายงานเดียวกัน ตอนที่ไปกินข้าวด้วยกันก็พูดถึงเรื่องอนาคต เจ้าตัวก็บ่น ๆ ว่า ที่บ้านอยากให้เรียนต่อปริญญาเอก แต่จริง ๆ แล้วอยากเรียนโทอีกใบมากกว่า ‘ถ้ากรูต่อเอกก็เป็นได้แค่อาจารย์มหา’ลัย แต่นี่กรูกะเปิดบริษัท งั้นกรูไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจ ไม่ก็มาร์เก็ตติ้งมันจะดีกว่ามั้ยอ่ะ’ ผมเองก็เห็นด้วยนะครับ เพราะอีกฝ่ายก็หัวธุรกิจไม่น้อย แล้วถ้าจะทำงานด้านธุรกิจจริง ๆ คงไม่จำเป็นต้องจบเอกก็ได้
สุดท้ายก็เป็นรุ่นน้องครับ ขานี้จบด้านบริหารมา เจ้าตัวก็บอกว่า ถ้าจะทำงานต่อไปในอนาคต สายมนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ จบแนว ๆ เศรษฐศาสตร์ใบหนึ่ง แล้วก็ไปจบด้านบัญชีหรือการตลาดอีกใบหนึ่ง จะทำให้มีความรู้กว้างขวาง สามารถมองปัญหาอย่างรอบด้านได้มากกว่า ถ้าไปเรียนต่อเอกด้านใดด้านหนึ่งมันจะเป็นความรู้เฉพาะทางมากไป สิ่งที่เจ้าตัวต้องการคือการมองภาพกว้าง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในระดับนโยบาย มากกว่าที่จะทำการศึกษาในเชิงลึก
สรุปแล้วก็คือว่า ถ้าต้องการความรู้ในมุมกว้าง ไม่ได้ต้องการความรู้เฉพาะทางมาก ๆ หรือเป็นความรู้ที่จะนำไปเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาสร้างองค์ความรู้ใหม่ (แถมยิ่งถ้าไม่ได้มาในสายวิทยาศาสตร์) การจบปริญญาเอกอาจจะไม่จำเป็นขนาดนั้นก็ได้นะครับ เผลอ ๆ จะกลับเป็นตัวปิดกั้นจำกัดสายงานที่เราทำได้ด้วย เอา เป็นว่า ชีวิตหลังมหาวิทยาลัย(ป.ตรี) ก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาเป็นเส้นตรง แต่ละฅนคงต้องหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และเส้นทางที่ดีสำหรับฅนหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับอีกฅนหนึ่งก็ได้นะครับ
อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ปักหลักเข้ามาในสายนี้แล้วละครับ แล้วก็ต้องใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาอีกนานเลย (การเรียนสายวิทยาศาสตร์ใช้เวลาน่าดู) เห็นเพื่อน ๆ ที่เรียนจบมีงานทำกันแล้ว หรือแม้กระทั่งน้องชายที่ตอนนี้ก็เอาเงินเดือนมาให้คุณพ่อคุณแม่แล้ว ก็รู้สึกผิดเล็ก ๆ ประมาณว่า แล้วนี่ชั้นจะต้องเสียเวลาเรียนไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย? ขอยกคำพูดของท่านแม่มาปิดท้ายแล้วกันนะครับ
‘ถ้า(เอ็ง) มีปัญญาเรียน ก็เรียนไปเถอะ(โว้ย) แม่เชื่อว่า การลงทุนในการศึกษา ยังไงก็ไม่มีวันสูญเปล่า…คิดซะว่า เราโชคดีที่ยังมีโอกาสได้เรียน ในขณะที่ฅนอื่นอยากเรียนสูง ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาส ต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงตัวเองก็แล้วกัน… ถ้าจะรู้สึกผิด อนาคตก็เอาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติแค่นั้นก็พอแล้ว’
ขอเป็นกำลังใจให้ฅนที่ยังมีไฟเรียนทุกฅนก็แล้วกันครับ
โพสต์โดย masatha