หลายๆ คน อาจจะเคยคิดว่าระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกานั้นดี และมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (ในความเป็นวิทยาศาสตร์กระแสหลัก) สูง
หลายๆ คนปฏิเสธข้อแรก ด้วยทั้งผลการสำรวจ และสติปัญญาของชาวอเมริกันที่มักพบเห็น ส่วนข้อหลัง ถูกปฏิเสธโดยสิ่งที่เกิดขึ้นบางประการ
เชื่อว่าหลายๆ คน น่าจะพอคุ้นหูกับทฤษฎีวิวัฒนาการ พอคุ้นหูกับชื่อของชาลส์ ดาร์วิน หลักการของการวิวัฒนาการเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับกันกว้างขวาง ในขณะเดียวกัน ก็เป็นปัญหากันอย่างกว้างขวางด้วย
หลายๆ คนอาจจะไม่เชื่อว่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความเป็น secular ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ มีปัญหาในการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการในโรงเรียน ด้วยเพราะขัดกับความเชื่อทางศาสนา
เรื่องของเรื่องคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่บอกว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ มีลักษณะกำเนิดที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น ซึ่งเกิดจากการปรับตัวทางธรรมชาติ มันขัดกับหลักของศาสนาที่ว่า มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ถูก “สร้าง” (นั่นคือ มี “ผู้สร้าง”) ออกมาในแบบที่เป็นในปัจจุบัน
ดูแผนภาพจาก New York Times ประกอบ ว่าด้วยการสอนเรื่องวิวัฒนาการในแต่ละรัฐ
ประเด็นคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นทฤษฎีที่มีข้อสรุปแน่นอน จนปฏิเสธแนวคิดอื่นโดยสิ้นเชิงได้แล้วหรือยัง
คำตอบที่ดีที่สุดคือ แทบไม่มีทฤษฎีวิทยาศาสตร์ข้อไหนเป็น
ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ ส่วนหนึ่ง เกิดจากการทดลอง ทำซ้ำ และหาข้อสรุป (ในกรณีที่สามารถทดลองได้) หรือเกิดจากการสังเกตจากธรรมชาติ แล้วตั้งทฤษฎีขึ้นมาให้สอดคล้องกับหลักฐานที่ได้จากการสังเกต
ไม่ว่าจะทางไหน ก็เป็นไปอย่างที่มีผู้กล่าวไว้ว่า ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ มีไว้รอวันที่จะถูกยิงตกไปเท่านั้น (disprove)
ในความเห็นส่วนตัว ผมเชื่อว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการ มีหลักฐานและความน่าเชื่อถือพอ ที่จะได้รับการยอมรับในฐานะทฤษฎีหลักที่จะสอนในคาบเรียนวิทยาศาสตร์
สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้ในสหรัฐอเมริกาคือ สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐมาก นั่นคือ ตัวรัฐไม่สามารถให้การสนับสนุนศาสนาใดๆ ได้ (ศาสนา เป็นเรื่องของเอกชน) ดังนั้น โรงเรียนรัฐก็ไม่สามารถสอนศาสนาได้
เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ผลที่ออกมาคือ Intelligent design แปลอย่างหยาบๆ น่าจะได้เป็น (ทฤษฎี) การออกแบบอันทรงปัญญา หลักการง่ายๆ ของทฤษฎีนี้คือ สภาพทางธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตมันซับซ้อนมาก จนไม่น่าเป็นไปได้ ว่าจะเกิดจาก “ความบังเอิญ” ดังนั้น จึงต้องมี “ผู้ออกแบบ” ที่มีภูมิปัญญา (intelligence)
ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้ ปกป้องทฤษฎีนี้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศาสนา และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ปฏิเสธทฤษฎีนี้ ว่าเป็นเพียงวิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) บางคนถึงกับกล่าวว่า แทนที่ “ผู้ออกแบบ” ในทฤษฎีนี้ด้วย “พระเจ้า” ก็จะได้คัมภีร์ศาสนาดีๆ นี่เอง
สังเกตว่า ทฤษฎีนี้อยู่ในสหรัฐเป็นหลัก เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่เคร่งเรื่องความเป็นอิสระจากศาสนาอย่างที่กล่าวไป ดังนั้น ทฤษฎีนี้ จึงเข้ามาเป็นตัวแทนของฝ่ายที่ปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการ โดยไม่อิงกับศาสนา
ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมโรงเรียนจึงไม่นำเสนอทั้งสองทฤษฎีไปเลย แล้วให้นักเรียนคิดจากหลักฐานที่มีเองว่า ทฤษฎีใดที่น่าเชื่อมากกว่า
จริงๆ แล้ว นั่นคือสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านวิวัฒนาการพยายามเรียกร้อง และเคยสำเร็จในกรณีของรัฐแคนซัส
ปัญหาคือ แล้วทฤษฎีไหน ที่จะถูกบรรจุเข้าไปในหลักสูตรบ้าง ทุกทฤษฎีที่ยังไม่สามารถ disprove ได้อย่างนั้นหรือ?
Flying Spaghetti Monster และ Russell’s Teapot ได้แสดงให้เราเห็นว่า การสร้างทฤษฎีที่ไม่สามารถ disprove ได้นั้น ไม่ยากเลย
เรื่องการสอนวิวัฒนาการในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา จึงยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอยู่มาถึงปัจจุบัน สำหรับในไทย เท่าที่ย้อนจากประสบการณ์ตัวเอง ก็ไม่ได้มีการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างจริงจังในคาบเรียนชีววิทยา แต่หลายส่วนในหลักการของวิวัฒนาการก็ได้รับการสอนในโรงเรียนทั่วไป
(จากการบอกเล่าของเพื่อนที่เป็นพุทธศาสนิกชน ทฤษฎีวิวัฒนาการเองก็ขัดกับทฤษฎีของศาสนาพุทธ ซึ่งข้อนี้ผมเองไม่ได้ศึกษาคำอธิบายจักรวาลของพุทธมาเองเท่าไรนัก จึงไม่ขอยืนยันในความถูกต้อง แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ในไทยเรา มักจะตีความพุทธศาสนาให้เข้ากับหลักฐานและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในความเห็นของผม น่าจะเป็นเรื่องดีกว่าการเอาศาสนามาตีกับวิทยาศาสตร์อย่างที่เป็นในหลายๆ ที่ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับบางการเชื่อมโยงระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็ตาม)
โพสต์โดย Chayanin