ไม่ค่อยแน่ใจว่า ระบบการเรียนสมัยนี้เป็นอย่างไรนะครับ แต่ผมขออนุญาตแบ่งการสอบ (หรือเรียกคร่าว ๆ ว่าการประเมินผล) ออกเป็นสองแบบใหญ่ ๆ คือแบบปรนัย กับแบบอัตนัย (แบบเติมคำขอไม่นับแล้วกันนะครับ)
แบบปรนัย หรือมัลติเปิ้ล ช้อยสึ ทุก ๆ ท่านคงคุ้นเคยกันดีกับการกาตอบแบบมั่ว ๆ ซั่ว ๆ
ผมว่าข้อดีของการสอบรูปแบบนี้คือ อาจารย์จะออกได้ละเอียดมาก ๆ ยิ่งอาจารย์ที่ออกเก่ง ๆ ฅนตอบต้องแม่นจริง ๆ ไม่งั้นก็จะเกิดอาการว่า เอ…ก. หรือ ข. หว่าที่ถูก (ยิ่งออกแบบซับซ้อนประเภท ก.และ ข.ถูก หรือ ค.ถูกข้อเดียว ฯลฯ ยิ่งกระอัก)
นอกจากนั้นจะออกตรงไหนก็ได้ เป็นส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ที่อาจารย์พูดถึงกระติ๊ดเดียวก็ได้เหมือนกัน (เพราะมันมีหลายข้อ) ทำให้การเก็งข้อสอบทำได้ยากกว่าแบบอัตนัย (ที่มักจะออกได้แต่ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นยิบย่อยไม่ต้องไปสน)
ส่วนข้อเสีย (ที่ผมเห็น) ก็คงรู้สึกว่า ข้อสอบแบบนี้มันเน้นเนื้อหามากเลยครับ แต่ไม่ได้ใช้จินตนาการในการตอบเอาเสียเลย ประมาณว่า ถ้าจำได้ อ่านมาตรง ก็ตอบถูก แต่แทบไม่ได้ใช้หัวคิด หรือการประยุกต์ความรู้เท่าไหร่เลย (คือข้อสอบที่ต้องใช้ความคิดมันก็พอมีนะครับ แต่มันออกยาก แล้วก็มักไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ ) ถ้าเป็นข้อสอบในมหาวิทยาลัย ที่เป็นตัวเลือกแบบนี้ มันก็แค่แข่งกันแหละครับว่าใครจำสไลด์ได้มากกว่ากัน
สำหรับข้อสอบแบบอัตนัย อันนี้จะกว้างกว่า ส่วนใหญ่จะออกแบบประยุกต์ ไม่ได้ออกมาทื่อ ๆ ตรง ๆ หรือแม้จะออกความจำ แต่กว่าจะตอบได้ก็ต้องเรียบเรียงความคิดพอสมควร
ข้อสอบแบบนี้ อ่านจบ ก็รู้เลยครับว่า ตาย หรือ ได้ ไอ้กึ่ง ๆ ไม่ค่อยมี (มั่วไม่ได้เลย พอมั่วปุ๊บ ฅนตอบจะรู้ปั๊บว่าไม่รู้เรื่อง)
ที่สำคัญก็ต้องถ่ายทอดความคิดให้เป็นระบบได้ด้วยครับ เป็นการทดสอบความสามารถในการสื่อสารอีกทาง บางฅนอาจจะรู้เรื่องดี มีความรู้ แต่ถ้าถ่ายทอดออกมาไม่เป็น ข้อสอบแบบนี้ก็เจ๊งเอาได้ง่าย ๆ (คะแนนดีไม่ดี บางทีตัดกันตรงนี้แหละครับ) ในมหาวิทยาลัย ถ้าคณะไม่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่ก็ตอบแบบอัตนัยทั้งนั้นแหละครับ แบบปรนัยแทบไม่มีเลย
ข้อติติงก็คงมีบ้าง เช่นว่า ถึงแม้จะเป็นแบบอัตนัย แต่ถ้าเป็นข้อสอบที่ปลายปิด (ไม่ใช่ปลายเปิดแบบว่า ตอบอะไรก็ได้ แล้วอาจารย์จะดูเหตุผลเอา) ก็เป็นการปิดกั้นจินตนาการพอสมควร เป็นข้อสอบแบบที่ มีธงคำตอบอยู่แล้ว เวลาอาจารย์ตรวจ ก็จะดูแต่คีย์เวิร์ด ถ้ามีก็ให้ ถ้าไม่มีก็ไม่ให้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็วัดอะไรไม่ได้มาก ไม่ต่างอะไรกับข้อสอบแบบปรนัยเท่าไหร่
แล้วการออกในรายละเอียดยิบย่อยก็อาจจะทำไม่ได้มากเหมือนข้อสอบปรนัย
ที่สำคัญ การให้คะแนนมีปัญหามากครับ ไม่ได้มีมาตรฐานแบบเถียงไม่ได้เหมือนกับข้อสอบแบบปรนัย บางทีนักเรียนก็เถียงได้ว่าทำไมฅนนี้ได้มาก ทำไมฅนนี้ได้น้อย นอกจากนี้ ถ้านักเรียนเยอะ ๆ (ระดับหลักร้อยขึ้นไป) อาจารย์ฅนเดียวตรวจก็สาหัสเอาการ (อาจารย์คงไม่ชอบแน่ ๆ)
นอกจากข้อสอบทั้งสองแบบแล้ว ที่ผมอยากมาเล่าในวันนี้ ก็คืออการประเมินผลในวิชาสัมมนาครับ
สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย วิชาสัมมนา เป็นวิชาที่ผู้เข้าเรียนไม่ได้มีเล็คเขอร์ครับ สิ่งที่ต้องทำ(สำหรับสายวิทยาศาสตร์สำหรับผม) ก็คือการหาผลวิจัยทางวิชาการมาอ่าน แล้วก็เอามานำเสนอให้ฅนฟังในห้องเข้าใจ
เทคนิคก็ใช้ powerpoint นั่นแหละครับ เริ่มนำเสนอตั้งแต่ว่า เรื่องที่เราจะเอามาเสนอวันนี้คือเรื่องอะไร มีความสำคัญอย่างไร ปัญหาในการทำวิจัยคืออะไร กระบวนการได้มาซึ่งคำตอบคืออะไร ผลสรุปเป็นอย่างไร ฯลฯ
ซึ่งก็ไม่ได้เอาตัวผลวิจัยมาก๊อปใส่สไลด์ดื้อ ๆ นะครับ ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ปูพื้นฐานให้ฅนฟังเข้าใจได้ด้วย
ที่สำคัญ หลังนำเสนอเสร็จ ก็จะเป็นช่วงเวลาตอบคำถาม จะโดนยิงจนตาย หรือรอด ก็วัดกันตรงนี้แหละครับ (ส่วนใหญ่ตายครับ “- -)
ที่ผมชอบการประเมินผลแบบนี้ อย่างแรกเลยเพราะว่ามันเป็นการหาความรู้แบบ active ครับ ไม่ใช่ passive
อย่างข้อสอบธรรมดา เราต้องอ่านหมดใช่ไหมครับ แล้วรอนั่งเก็งว่าอาจารย์จะเอาอะไรมาออก ซึ่งบางทีเราก็ใจไม่ตรงกัน บางเรื่องที่ผมคิดว่าไม่สำคัญ อาจารย์อาจจะคิดว่าสำคัญซะงั้น
แต่ถ้าเป็นการนำเสนอแบบนี้ ทุกอย่างจะขึ้นกับเราหมดเลยครับ อะไรที่เราคิดว่าน่าสนใจ เราก็พูดมากหน่อย อะไรที่เราคิดว่าไม่น่าสนใจ เราก็ข้าม ๆ ไป ไม่ยกมาเป็นประเด็น เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวนำเสนอ ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างสนุกนะฮะ เพราะว่าเราจะเลือกส่วนที่เราชอบได้ ไม่ต้องมาฝืนทนนั่งอ่านจนหมดเหมือนกับเวลาไปทำข้อสอบปกติ
แล้วถ้าสิ่งสำคัญของวิชาความรู้คือการถ่ายทอดให้ฅนอื่นได้ อันนี้การสัมมนาก็ได้ไปเต็ม ๆ เหมือนกันครับ เพราะเราต้องมานั่งอธิบายให้ฅนฟังเข้าใจ แล้วต้องรู้ลึก รู้จริง ถ้ามีคำถามอะไรมาก็ต้องตอบได้ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวพูดประมาณ 45 นาที ต้องเตรียมตัวกันเป็นเดือน ๆ เลยครับ (โหดมาก แต่ก็ได้ความรู้มากเหมือนกัน) ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง หรือเนื้อหาตื้นเขินเกินไป หรือตอบคำถามได้ไม่ดี คะแนนก็ร่วงเอาได้ง่าย ๆ
แต่ข้อเสียอย่างมากของวิธีนี้คือมันเอามาเปรียบเทียบไม่ได้ว่าใครเก่งกว่าใคร หรือใครรู้มากกกว่าใครน่ะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ไม่สามารถประเมินความรู้เชิงเนื้อหา (จำได้มาก-น้อย) เพราะเนื้อหาที่แต่ละฅนเอามานำเสนอก็เป็นเนื้อหาฅนละเรื่อง ฅนละบทกัน (จะเปรียบเทียบกันได้ มันต้องเป็นเนื้อหาเดียวกันเหมือนเวลาทำข้อสอบ) เพราะฉะนั้นเกรดจริง ๆ ที่ได้ก็จะมีแค่ ไม่ผ่าน ผ่าน กับ ดีมาก ๆ เท่านั้น (จริง ๆก็มีเกรดให้นะครับ แต่เวลาประเมินผลมันก็มีแค่ 3 เลเวลในทางปฏิบัติเท่านั้นเอง ไม่ค่อยต่างกันมากเท่าไหร่)
ก็มาเล่าให้ฟังหนุก ๆ นะครับ ว่าการสอบมันก็มีอะไรแบบนี้ด้วย อยากจะบอกว่าการสอบมีความสำคัญมากในระบบการเรียนนะฮะ ผมละเป็นฅนหนึ่งที่ค่อนข้างเบื่อหน่าย ที่เวลามีการติวสอบกัน แทนที่จะเอาไปเน้นเนื้อหาความรู้ แต่กับไปเน้นแทคติคในการตอบ เช่น จะตัดตัวเลือกอย่างไร ถ้าถามมาแบบนี้ ตัดข้อนี้ไปได้เลย แปลว่าไม่ใช่ (คือไม่ได้ใช้ความรู้ใด ๆ) หรือถ้าเป็นอัตนัย ต้องตอบแบบนี้ ๆ นะ เพื่อ ‘เอาใจ’ อาจารย์ แต่ไม่ได้มาจากความรู้ความเข้าใจจริง ๆ
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นข้อจำกัดของระบบการประเมินผลนะครับ ตราบใดที่เรายังไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ที่จะวัดความรู้ ‘ตรง ๆ’ ได้ ได้แต่วัดอ้อม ๆ อย่างที่เป็นอยู่
คิวบิคเอง ถ้าคิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติระบบการศึกษาในประเทศไทยละก็…
อาจจะต้องคิดเผื่อว่า เราจะมี ‘การสอบ’ แบบไหนที่มีประสิทธิภาพ สไตล์คิวบิคก็ได้นะครับ
โพสต์โดย masatha