ไอเดียคราวนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งเยอะเลยนะครับ เอาเป็นว่าผมเปิดประเด็นไว้แล้วกัน
วันก่อนไปยืนอ่านหนังสือ(ฟรี) ที่ร้านหนังสือ (ซึ่งเป็นพฤติกรรมห่วยแตกที่ไม่สมควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่ง)
จำไม่ได้แล้วว่าอ่านนิตยสารอะไร แต่จำได้แม่นก็คือมีสัมภาษณ์ใครสักฅน(ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในเรื่อง….อะไรสักอย่าง)
สิ่งที่เขาพูด ประมาณว่า ‘ผมมีเพื่อนอยู่ฅนนึง วัน ๆ เอาไปแต่เรียนหนังสือ ไม่ทำอย่างอื่นเลย สุดท้ายก็ได้เกียรตินิยม แล้วก็ได้บรรจุเป็นอาจารย์มหาลัย… ผมไม่รู้ว่าถ้าผมเป็นลูกศิษย์เค้าผมจะได้เรียนรู้อะไรนะ ฅนที่ไม่เคยออกนอกห้องเรียนเลยจะสอนชีวิตของโลกภายนอกให้กับลูกศิษย์ได้อย่างไร’
ประเด็นนี้น่าสนใจนะครับ
ผมก็เป็นฅนหนึ่งที่เชื่อว่า การเข้ามหาวิทยาลัยคือการเรียนรู้ชีวิต เป็นการเรียนรู้ที่จะเตรียมตัวสู่โลกภายนอกจริง ๆ
แต่ผมก็อดโต้แย้งตรรกะดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ ที่ว่าฅนจะเป็นอาจารย์จะต้องผ่านการใช้ชีวิตจริงมาอย่างโชกโชน
ถ้าสมมติตัวอย่างให้สุดโต่งไปเลยนะครับ ถ้าชีวิตโลกภายนอกมันสำคัญมาก ๆ ขนาดนั้นจริง งั้นตั้งเป็นวิชา ‘ประสบการณ์จากโลกภายนอก’ จริง ๆ ไปเลยเป็นไง?
พอผมลองจินตนาการเล่น ๆ แบบนั้น ก็พบข้อติดขัดหลายประการครับ เริ่มตั้งแต่..
..จะเอาอะไรใส่ไปในเนื้อหาบ้าง
..จะจัดลำดับการสอนอย่างไร
..จะสอบเพื่อวัดความรู้ของนิสิตนักศึกษาอย่างไร
..ความรู้อะไรบ้างล่ะที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการออกไปสู่โลกภายนอก
ไปจนถึง…แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าฅนที่มาสอนเป็นฅนที่มีความรู้จริง ๆ (ซึ่งในกรณีที่เป็นวิชาปกติ มันง่ายกว่ามาก ใครที่ได้คะแนนดีในวิชานั้น-เช่นได้เกียรตินิยม- เราก็อนุมานได้ง่าย ๆ ว่าฅนฅนนั้นน่าจะมีความรู้มากพอที่จะถ่ายทอดให้ฅนอื่นได้)
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เวลาผมจะไปเรียนอะไร ผมคงต้องการที่จะได้วิชาความรู้เรื่องนั้นเป็นหลักครับ (อ่า ถ้าจะเถียงว่าเด็กสมัยนี้ไปเรียนเพื่อแค่ให้ได้เกรดดี ๆ อันนี้ไปเถียงอันเอนทรี่อื่นนะฮะ) ถ้าอาจารย์มีประสบการณ์จากภายนอกที่จะมาบอกเราได้ว่า จะเอาความรู้ที่ได้ไปปรับใช้อย่างไรก็เป็นเรื่องดีครับ แต่ผมคิดว่า ผมไม่ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะต้องการรู้ว่า ‘โลกภายนอก’ มันเป็นอย่างไรแน่ ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ‘ประสบการณ์’ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าสอนไม่ได้ในห้องเรียนครับ
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า แนวคิดที่จะให้อาจารย์มีประสบการณ์ภายนอกมาก ๆ การสอนใน ‘ห้องเรียน’ จะได้ทำให้นักเรียนเรียนรู้ประสบการณ์จากชีวิตจริงได้ เป็นความคิดที่ผมคิดว่าไร้เดียงสาพอสมควรครับ เรื่องแบบนี้มันจะได้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นส่วนมาก ผมคิดว่ามันคงดูตลก ที่มีใครสักฅนเชื่อว่า ของแบบนี้เอามาป้อนใส่ปากในห้องแล้วนิสิตนักศึกษาจะรู้ได้เอง (คล้าย ๆ บอกว่า สอนวิชาศีลธรรม จริยธรรม แล้วจะทำให้ฅนเป็นฅนดีอัตโนมัติ โดยไม่มีกระบวนการอื่นรองรับเนี่ยแหละครับ)
(แทรกนิดหน่อย: เพื่อนผมฅนนึงเคยเปรย ๆ ว่า โห นี่ถ้าเราเคยเป็นเมืองขึ้นต่างประเทศเค้าบ้างนะ เราจะได้เก่งภาษาอังกฤษได้ง่าย ๆ เลย เนี่ยขนาดฅนใช้พม่าที่บ้านเราอ่านบางกอกโพสต์ทุกวัน เราเองยังไม่กล้าแตะเลย–> ผมฟังประโยคประมาณนี้แล้วความดันพุ่งปริ๊ดเลยครับ โห มึงคิดได้แค่นี้เองเหรอเนี่ย คิดได้แค่ว่าต้องเป็นเมืองขึ้นเค้า ถึงจะเก่งภาษาต่างชาติ มักง่ายนี่หว่า [แต่ก็สมกับเป็นฅนไทยดี ชอบอะไรง่าย ๆ] ทำไมมึงไม่คิดบ้างว่า ถึงเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ก็ขวนขวาย ฝึกฝนด้วยตนเอง จนเก่งได้เหมือนกัน….วะ?)
ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ก็คงอารมณ์ประมาณว่า เราไปเรียนวาดรูปกับครูที่เป็นจิตรกร พอดีครูฅนนี้ทำกับข้าวไม่เป็น… ส่วนตัวผมแล้วคงไม่เดือดร้อนอะไรหรอกครับ เพราะสิ่งที่เราอยากเรียนคือวิธีวาดรูป เราไม่ได้อยากเรียนทำกับข้าวกับครูฅนนี้สักหน่อยนี่นา?
กล่าวโดยสรุปก็คือ ถึงแม้ผมคิดว่า การเรียนรู้ประสบการณ์จริงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัญหาของผมไม่ใช่ว่าอาจารย์จะไม่ใช่ฅนที่มีประสบการณ์มากพอที่จะถ่ายทอดให้เราได้หรอกครับ ปัญหาสำหรับผมจริง ๆ ก็คือ ทำอย่างไร… ที่จะทำให้นิสิตนักศึกษาหาทางเรียนรู้โลกภายนอกนอกเหนือจากที่เรียนในห้องเรียนได้มากกว่า
ใครที่คิดว่า เวลาไปเรียนมหาวิทยาลัย แค่เข้าเรียนกลับมาบ้านอ่านหนังสือสอบให้ครบสี่ปี ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นอีกก็ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต’ผู้รู้’ แล้ว
แค่คิดก็พลาดแล้วละครับ
โพสต์โดย masatha